ที่ สน.ปทุมวัน นายอัคราวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือ เต้ อาชีวะ พร้อมด้วย นายฐากูร นวลแก้ว แกนนำกลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน พร้อมทนายความ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกของ สน.ปทุมวัน ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และร่วมกันโฆษณาใช้เครื่องขยายเสียง จากการชุมนุมทำกิจกรรม แสดงพลังปกป้องสถาบัน ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรม  เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2564 บรรยากาศในวันนี้มีเพื่อนสมาชิกกลุ่มอาชีวะรักสถาบัน ประมาณ 10 คน เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ และมอบดอกกุหลาบให้กับผู้ต้องหาทั้ง 2 คน

นายอัคราวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือ เต้ อาชีวะ เปิดเผยว่า ตนมาเพื่อรับทราบหมายเรียกจากการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพราะก่อนเกิดกิจกรรม ว่ามีการเผาพระบรมฉายาลักษณ์ พวกตนในนามกลุ่มรักสถาบัน ทนไม่ได้ที่มีการเผาพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งทางตำรวจได้บอกว่าฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉินมาตรา 9 ตนก็ยึดน้อมรับตามความผิดอยู่แล้วตามกฎหมายกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ที่ต้องยึดรัฐธรรมนูญและกฎหมายฉบับเดียวกัน ดังนั้นผู้ใดที่ได้ทำความผิดไว้หรือทำการคล้ายกับตน สิ่งนี้ตนทำเพื่อปกป้องสถาบัน ตนผิดตนยอมรับแต่ถ้าสิ่งที่คุณทำ คุณทำเพื่ออะไร คุณรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าคุณมาเล่น พวกตนพร้อมชนกับพี่เสมอ

นายอัคราวุธ หรือ เต้ กล่าวต่อว่า ถ้าผมยืนเคียงข้างหมอ (นพ.เหรียญทอง) แล้วตนก็ยอม แต่ถ้ามีการเล่นกฎหมายอย่างเดียว ก็รอแล้วกัน จุดยืนของตนเหมือนเดิม นายอัครวุธยังกล่าวเน้นย้ำว่า ถ้ามีการจาบจ้วง พวกตนก็ออก จะมี พ.ร.ก.อะไร ตนก็ออกเพราะเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ สำหรับการชุมนุมวันที่ 24 มิถุนา ก็เป็นสิทธิ์ของพวกเขาที่จะทำได้ แต่ถ้าหากมีใครมาจาบจ้วงสถาบัน พวกตนก็จะมาต่อต้านเพื่อปกป้องสถาบันเช่นกัน

ด้านนายฐากูร นวลแก้ว หรือ โฆษกโอ้ต กล่าวว่า การออกมาตรงนี้ ถือว่าเป็นความผิดโดยชอบธรรม เราอยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน ตนยอมรับถ้าจะผิดโดยการออกมาปกป้องสถาบันที่เรารัก ตนจะน้อมรับข้อกล่าวหาที่ทั้งหมด สำหรับพวกที่ออกมาจะทำดีหรือไม่ดี ขอให้ออกมารับข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับพวกตน

 

ด้านนายบัญชา ปานนิวัฒน์ หรือ ชู วัดเศวต ที่เดินทางมาให้กำลังใจ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า พวกตนกับเต้เป็นพี่น้อง เราเดินมาด้วยกัน ประเทศไทยต้องมี 3 สี คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ที่พวกเราจะต้องเทิดทูน การที่น้องชายผมไปยืนข้างหมอ (นพ.เหรียญทอง) แสดงความสนับสนุน แล้วมาโดนมหายเรียกย้อนหลัง ซึ่งเหตุการณ์นี้ผ่านมา 2-3 เดือนแล้ว  นายบัญชากล่าวต่อว่า คุณเป็น ส.ส.ได้ทำอะไรให้ประเทศไทยบ้าง เราลูกผู้ชายด้วยกัน อย่าลับหลัง เอาให้เต็มที่เลย ถ้าพวกผมออกมาปกป้องพระมหากษัตริย์แล้วจะต้องติดคุก ผมก็ยอม

ด้านนรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล หรือ ทนายม้ง กล่าวว่า ผู้ต้องหาไม่ได้มีเจตนา แต่ว่าปัญหาก็คือมีอีกฝั่งหนึ่งออกมา เราก็ต้องออกมา เพราะฉะนั้นน้องเขาก็ยอมรับแล้ว ก็ให้ปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย สำหรับคนที่โดนคดีเช่นนี้ก็ขอให้ดำเนินคดีตามมาตรฐานเดียวกัน