วัดเทพเจติยาจารย์ ที่ปฏิบัติธรรม เชิงดอยอินทนนท์ ตำบลบ้านหลวง อำเภอ จอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

( กว่าจะมาเป็น สถานที่ปฏิบัติธรรม ที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ประวัติความเป็นมา )

ผู้เล่าเรื่อง ประวัติวัดเทพเจติยาจารย์ พระราชปัญญาวชิโรดม ( สุพล ขนฺติพโล ) เจ้าคณะอำเภอจอมทอง ( ธ. ) เจ้าอาวาส คนแรกอย่างเป็นทางการของ วัดเทพเจติยาจารย์ พระราชปัญาญาวชิโรดม ศิษย์เอกของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม ( หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ) ระสังขารไปแล้ว พระราชปัญญาวชิโรดม เล่าให้ฟังว่า เมื่อนานมาแล้ว หลวงพ่อวิริยังค์ ครั้งที่อยู่วัดธรรมมงคล กรุงเทพมหานคร และวัดเทพเจติยาจารย์ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เล่าถึงหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่พูดกับท่านว่า “ วิริยังค์ เราเดินธุดงค์ไปอยู่ ทางภาคเหนือ ๑๒ ปี ภาคเหนือมีบรรยากาศดีมากมาก มีป่าไม้ร่มรื่น มีถ้ำสวยงาม มีภูเขาเป็นเทือกยาว และยังมีธารน้ำตกไหล่เขามากมาย เป็นสัปปายะที่ดีมาก เหมาะในการไ พักปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะที่ดอยอินทนนท์ สงบร่มรื่นดีมาก ท่านควรหาเวลาไปเดินธุดงค์ทางภาคเหนือบ้างนะ ”


ในครั้งนั้นพระอาจารย์หลวงพ่อ เป็นพระอุปฏฐาก อยู่รับใช้พระอาจารย์หลวงปู่มั่น เป็นเวลา ๔ ปี ในระหว่างนั้น พระอาจารย์หลวงปู่มั่น ฯ ได้สอนสมาธิ และวิปัสสนา ให้พระอาจารย์หลวงพ่ออย่างละเอียด ตั้งแต่ สมาธิขั้นพื้นฐานไปตามลำดับเช่น สมาธิตื้น สมาธิลึก ฌานตื้น ฌานลึก ญาณตื้น ญาณลึก วิปัสสนูปกิเลส และวิปัสนา เป็นต้น
จนไปถึงขั้นสูงสุด เพราะพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ฯ รู้ว่า พระอาจารย์หลวงพ่อ จะทำงานใหญ่แก่พุทธศาสนา ให้เจริญต่อไป
ถ้าท่านไม่เข้าใจธรรมะเรื่องใด ๆ พระอาจาร์หลวงปู่มั่น ฯ ก็จะเปิดโอกาสให้สอบถามได้ตลอดเวลาและท่านยังได้เล่าให้ฟังอีกว่า พระอาจาร์หลวงปู่มั่นฯ ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ท่าน หลาย ๆ อย่าง วันหนึ่ง ๆ
ให้ถามปัญหาได้ ๕ เรื่อง ถ้าไม่มีคำถาม พระอาจาร์หลวงปู่มั่น ฯ ก็จะยกประเด็นขึ้นมา ถามตามเวลาที่รับใช้ท่าน ทั้งเวลาถวายน้ำปานะ เวลาไปนวดให้ท่าน พระอาจารย์หลวงพ่อ ก็ได้รับสิทธิ์ อย่างนี้เป็นเวลา ๔ ปี บางครั้ง พระอาจารย์หลวงพ่อ ก็จดคำสอนของพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ฯ ไว้ ในขณะที่พระอาจารย์หลวงปู่มั่น ฯ แสดงธรรม ให้แก่บรรดาศิษย์ที่เป็นพระสงฆ์ทั้งหลาย พระอาจารย์หลวงพ่อยังได้รวบรวม คำสอนเหล่านั้นไว้ และ นำมาทำเป็นหนังสือ ชื่อ มุตโตทัย เป็นต้น

หลังจากนั้นพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ฯ ภูริทตฺโต ได้มรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ และได้ทำการถวายเพลิงสรีระสังขาร พระอาจารย์หลวงปู่มั่น ฯ แล้วบรรดาลูกศิษย์ ของท่าน ต่างก็ออกไปเดินธุดงค์ ไปในทิศต่างๆ เพื่อแสวงหาความสงบวิเวก ในการปฏิบัติธรรม ตามรอยพ่อแม่ครูอาจารย์ แม้พระอาจารย์หลวงพ่อ ก็ได้เดินธุดงค์ทางภาคใต้กับหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ พอไปถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในขณะนั้น หลวงปู่กงมา และท่านได้นั่งพักผ่อนอยู่ พระอาจารย์หลวงพ่อ ก็ระลึกถึงคำแนะนำของพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ฯ ให้เดินธุดงค์ไปทางภาคเหนือ ท่านจึงตัดสินใจ เข้าไปขอกราบลา หลวงปู่กงมา โดยกล่าวว่า “กระผมจะขอเดินธุดงค์ไปทางภาคเหนือตามคำแนะนำของพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ฯ ครับ ขอให้พระอาจารย์เดินธุดงค์ไปองค์เดียวเถิดครับผม”
ครั้นแล้วหลวงปู่กงมา ฯ ก็อนุญาติ ได้เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘ พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโรหรือเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม พระอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ก็ได้เดินมาธุดงค์ทางภาคเหนือ ได้แวะพักปฏิบัติธรรมหลายๆ แห่งเรื่อยมา ในที่สุดก็มาถึงเชิงดอยอินทนนท์ บริเวณใกล้น้ำตกแม่กลางบ้านแม่หอย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ท่านได้ปักกลด ทำสมาธิอยู่ประมาณ ๑ สัปดาห์ ขณะนั่งสมาธิในค่ำคืนวันหนึ่ง เกิดนิมิต ขึ้นมีทั้งภาพ และเสียงพูดว่า

“ต่อไปกาลข้างหน้าที่นี่จะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของคนทั่วโลกโดยเฉพาะการปฏิบัติสมาธิ การปฏิบัติธุดงค์ที่ยิ่งใหญ่ จะมีหลายเชื้อชาติ หลายภาษาในโลก จะพากันมาปฏิบัติธรรม ให้เตรียมสถานที่ไว้ เพื่อรองรับให้ดีเถิด”
ในนิมิต ครั้งนี้ ท่านพระอาจารย์หลวงพ่อได้เล่าต่อไปว่า“ท่านได้เห็นผู้คนเป็นจำนวนมากมาจากทุกสารทิศทั่วโลก มาทำสมาธิที่ดอยอินทนนท์ ต่างคนต่างมีความสุขใจ ที่ได้ทำสมาธิด้วยกัน
ดังนั้น สถานที่แห่งนี้ ก็จะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของคนทั่วโลกอย่างแท้จริง

ในเช้าวันหนึ่ง โยมแนว จิตธร ได้มาถางป่าเพื่อทำไร่ ปลูกลำใย ลิ้นจี่ เป็นต้น ได้มาพบท่าน และโยมแนว ได้สอบถามท่านว่า “ ท่านพะคุณเจ้า มาอยู่ที่นี้นานรึยัง ได้ฉันข้าวรึยัง ” พระอาจารย์หลวงพ่อตอบว่า อาตมา อยู่ที่นี้หลายวันแล้ว ยังไม่ได้ฉันข้าวเลย จากนั้น โยมแนว ได้ขอนิมนต์ท่านรอหน่อยนะ ผมจะไปนำอาหารมาถวายท่านครับ “ ครั้นโยมแนว นำอาหารมาถวายแล้ว หลังพระอาจารย์หลวงพ่อฉันเสร็จ ก็ได้สนทนากัน จนเป็นที่เข้า ใจดีแล้ว โยมแนวได้ปรารภว่า ” ผมจะถวายที่ดินแปลงนี้ จำนวน ๘ ไร่ ให้ ท่านทำเป็นวัด ท่านจะรับไหม “ พระอาจารย์หลวงพ่อ ตอบว่า ” อาตมาขอรับไว้ก่อนนะ แต่ไม่สร้างเป็นวัด ในขณะนี้ อาตมา จะขอเดินธุดงค์ ไปทั่วภาคเหนือเสียก่อน แล้วจะย้อนกลับมาที่นี้อีก “
หลังจากนั้น ท่านได้เดินธุดงค์ไปทั่วภาคเหนือ ตามความปราถนา ครั้นแล้ว พระอาจารย์หลวงพ่อ ได้ย้อนกลับมาหาโยมแนว อีกหลายครั้ง ทุกครั้งที่มาหาก็ได้ปฏิบัติธรรม สวดมนต์นั่งสมาธิ จนเกิดความมั่นใจ นสถานที่แห่งนี้ จึงได้ปรารภ กับโยมแนวว่า ” หลวงพ่อจะสร้างวัดในที่ดินแปลงนี้ “
โยมแนว และ โยมทอง จิตธร สามีภรรยา ครั้นได้ฟังพระอาจารย์หลวง พูด เช่นนั้น ต่างมีความปลื้มปิติเบิกบานใจ ได้กล่าว สาธุ สามครั้ง อย่างมีความสุข
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ พระอาจารย์หลวงพ่อ ได้เดินทางมาเชียงใหม่อีกครั้ง เพื่อมาพบ โยมแนว โยมทอง ทั้งสอง มีศรัทธาเลื่อมใส ได้ถวายที่ดินผืนแรกจำนวน ๘ ไร่เศษ แด่พระอาจารย์หลวงพ่อ เพื่อดำเนินการสร้างวัดสืบต่อไป
หลังจากนั้น พระอาจารย์หลวงพ่อ ให้ความสำคัญในสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่ท่านต้องการคือ ให้เป็นสถานที่ฏิบัติธรรมะ ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เพื่อให้พระภิกษุ และ สมเณร ได้เรียนรู้ทั้งทางโลก ทางธรรม จึงได้สร้างเป็นวิทยาลัยสงฆ์ กำแพงแสน สาขาน้ำตกแม่กลาง อีกแห่งหนึ่งของภาคเหนือ เพื่อให้พระภิกษุ และสามเณร ทั่วสารทิศมาศึกษาเล่าเรียน ได้ดำเนินการเรื่อยมา โดยให้เรียนรู้ ทั้งปริยัติ พร้อม ปฏิบัติ ควบคู่กันไป
เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านท้าวอินทร์สุริยา (เนื่อง จินตดุลย) ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยง ในสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชรัชกาลที่ ๙ และนักบุญวัดพุทธมงคลนิมิต จ.นครสวรรค์ ได้มาพำนักที่วิทยาลัยสงฆ์กำแพงแสนสาขาน้ำตกแม่กลางแห่งนี้ เพื่อปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์หลวงพ่อ ครั้นแล้ว ได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาบริจาคทรัพย์ เพื่อซื้อที่ดินเพิมเติมอีกจำนวนหนึ่ง ถวายแด่พระอาจารย์หลวงพ่อด้วย
พระอาจารย์หลวงพ่อ ได้เดินทางไป มาเพื่อเยี่ยมเยือนให้กำลังใจ พระภิกษุ สามเณร ตามวิทยาลัยสงฆ์สาขาต่าง ๆที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ ทุกครั้งที่ท่านไปจะนำสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ทั้งผ้าไตร และปัจจัย ๔ พร้อมแสดงธรรม นำสวดมนต์ นำนั่งสมาธิเป็นประจำ ทำให้พระภิกษุ สามเฌร เกิดความเคารพศรัทธาเลื่อมใส ในพระอาจารย์หลวงอย่างยิ่ง
สิ่งที่พระอาจารย์หลวง ทำนั้น เพื่อสร้างเมล็ดพันธุ์ แห่งความดีปลูกไว้ในใจของศิษย์ทั้งหลาย ถึงแม้จะมีอุปสรรคลำบากเพียงใด ท่านก็สู้อดทนทำความดีต่อไป ท่านได้สร้างพระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์ สูงที่สุดในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ – ๒๕๒๙ ใช้เวลาสร้างนานถึง ๑๐ ปี ที่วัดธรรมมงคล ที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส ในขณะนั้น แม้จะสร้างด้วยความยุ่งยากลำบากเพียงใด ท่านไม่เคยบ่นให้ใครฟัง
ครั้นสร้างเสร็จแล้ว ท่านเดินทางไปปฏิบัติธรรม ที่ใต้ต้นโพธิ์ตรัสรู้ ด้านหลังเจดีย์พุทธคยาประเทศอินเดีย แต่มารมาผจญ ท่านฉันอาหารแล้วเกิดท้องเเสีย ถึงขนานถ่ายท้องถึงสองร้อยหน เกิดอาการอาพาธอย่างหนัก จึงต้องกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย แต่อาการป่วยก็ไม่ทุเลา และหายไป ท่านจึงตัดสินใจ “ จะ มาละสังขาร ” ที่วิทยาลัยสงฆ์ ฯ สาขาน้ำตกแม่กลาง จัวหวัดเชียงใหม่

มีคุณพ่อเพชร คุณแม่บุญเรือง สุขหล้า จนถึงลูกหลาน ของคุณตาแนว ยายทอง จิตธร คอยดูแลอย่าง ใกล้ชิด บางวันก็หามท่านขึ้นดอยอินทนนท์ ให้ท่านรักษาตัวเองด้วยการทำสมาธิ

ส่งผลให้ อาการป่วยของท่านหายเป็นปลิดทิ้ง ถือว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง เมื่อหายป่วยดีแล้ว พระอาจารย์หลวงพ่อ หวนระลึกถึงคำสั่งสอน ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และคำสัตย์ปฏิญาณ ที่ให้ไว้กับตาปะขาว ว่า “ ถ้าผู้ใดมารักษาข้าพเจ้า ให้หายจากอัมพาตได้ ข้าพเจ้าจะอุทิศชีวิตนี้ ให้แก่พระพุทธศาสนา ด้วยการสอนสมาธิ เพื่อความสันติสุขแก่ชาวโลกทั้งสิ้น ”

ครั้นแล้ว พระอาจารย์หลวงพ่อ ได้ทบทวนเขียนตำรา หลักสูตรครูสอนสมาธิที่ท่านเคยเขียนไว้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เมื่อครั้งสร้างวัดธรรมมงคลใหม่ ๆ แต่ยังเขียนไม่เสร็จ เนื่องจากการสร้างวัดนั้นเป็นเรื่องใหญ่ วันไหนพอมีเวลาบ้าง ก็เขียนตำราสมาธิเรื่อยไป
ที่วิทยาลัยสงฆ์ๆ สาขาน้ำตกแม่กลางแห่งนี้ เป็นที่สงบร่มรื่น อากาศเย็นสบาย ไม่มีใครมารบกวน ท่านจึงหยิบตำราสมาธิที่เขียนค้างไว้มาทบทวนเขียนเพิ่มเติมใหม่ ใช้เวลา ๕ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ – ๒๕๓๔ จึงเป็น หนังสือหลักสูตรครูสมาธิ ๓ เล่ม แต่ท่านยังต้องใช้เวลาอ่านทบท่วนอีก ๖ ปี เพื่อปรับปรุงแก้ไข ว่าถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนในพระไตรปิฎก และตามคำสอนของพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หรือไม่ ในขณะเดียวกัน ท่านได้เร่งสร้างนครธรรม ที่ชั้นหนึ่งของพระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ที่วัดธรรมมงคล เพื่อใช้เป็นสถานที่เรียนสมาธิ ในนาม สถาบันพลังจิตตานุภาพ ครั้งทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว พระอาจารย์หลวงพ่อ ได้เปิดปฐมนิเทศ การเรียนการสอน หลักสูตรครูสมาธิรุ่นแรก มีนักศึกษาสมัครเรียนกว่าร้อยคน โดยท่านสอนเพียงผู้เดียว ณ สถาบันพลังจิตตานุภาพ วัดธรรมมงคล เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เรียนทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ใช้เวลาเรียน ทั้งสิ้น ๖ เดือนด้วยกัน จึงจบหลักสูตร

เมื่อนักศึกษาจบหลักสูตรแล้ว พระอาจารย์หลวงพ่อ นำมาสอบภาคสนามเดินธุดงค์ ๔ วัน ๓ คืน ณ ดอยอินทนนท์ จุดเริ่มต้น ที่วิทยาลัยสงฆ์ สาขาน้ำตกแม่กลาง หลังจากเดินธุดงค์ลงจาก บนดอยอินทนนท์แล้ว สุด ท้ายปิดการปิจฉิมนิเทศที่ลานโพธิ์ วิทยาลัยสงฆ์ สาขาน้ำตกแม่กลางแห่งนี้ จึงเป็นการจบหลักสูตรครูสมาธิอย่างบริบูรณ์ ฉะนั้น วิทยาลัยสงฆ์ ฯ สาขาน้ำตกแม่กลางแห่งนี้ จึงเป็นสถาที่ประวัติศาสตร์ หลายประการ เกี่ยวกับ พระอาจารย์หลวงพ่อ อย่างเช่น
– เป็นที่รักษาอาการอาพาธ แล้วท่านหาย อย่างอัศจรรย์ใจ
– เป็นที่เขียนตำรา หลักสูตร ครูสมาธิทั้ง ๓ เล่ม เสร็จสมบูรณ์
– เป็นที่สอบภาคสนามเดินธุดงค์ ของนักศึกษาครูสมาธิ เพื่อจบหลักสูตรบริบูรณ์
– เป็นที่ประพันธ์เพลง อรุณทอแสงเพลง ประจำสถาบันพลังจิตตานุภาพ ก็จบบริบูรณ์
พระอาจารย์หลวงพ่อ ได้สร้างเรื่องราวเป็นประวัติศาสตร์ ให้ผู้คนกล่าวขานเรื่อยมา แม้เรื่องราวดังกล่าว เป็นเรื่อง น่าอัศจรรย์ใจคนทั้งหลาย ได้ มาศึกษา ปฏิบัติตาม จะเกิดผลสำเร็จต่อไป
วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ วิทยาลัยกำแพงแสน สาขาน้ำตกแม่กลางแห่งนี้ ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นวัด ในบวรพระพุทธศาสนา พระอาจารย์หลวงพ่อ ได้เมตตา ให้ใช้ชื่อ ตั้งวัดตามสมณะศักดิ์ของท่านที่ชั้นเทพในขณะนั้น คือ พระเทพเจติยาจารย์ เอาคำว่า พระ ออกจึงได้ชื่อเป็น มหามงคลนาม ตามสมณะศักดิ์ ว่า ” วัดเทพเจติยาจารย์ “ นั้นเอง

ดังนั้น วัดเทพเจติยาจารย์ จึงเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ที่น่าศึกษาเรียนรู้ เป็นจุดกำเนิดสิ่งสำเร็จหลายอย่าง ของพระอาจารย์หลวงพ่อ ท่านให้ความสำคัญ แก่สถานที่แห่งนี้ไม่น้อยเลย ท่านได้สั่งเอาไว้ว่า “ ให้ดูแลรักษาสืบสานการปฏิบัติธรรมแบบสุขา ปฏิปทา ขิปปา ภิญญา คือ ปฏิบัติ แบบ พอดี ๆ ไม่ตึงไม่หย่อน ใคร ๆ ก็ปฏิบัติได้ ก็รู้ธรรมได้เช่นกัน “
ฉะนั้น ที่นี่จึงมีสถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา ๓ เปิดสอนหลักสูตรครูสมาธิ เป็นประจำ ยังมีการจัดปฎิบัติธรรม ทุกเดือน คือ หลักสูตร สมาธิสัญจร ๓ วัน ๒ คืน นอกจากนี้มีการสวดมนต์ออนไลน์ไปทั่วโลก เวลา ๑๙.๐๐ น เพื่อสันติสุขของชาวโลกยิ่งขึ้นต่อไป เป็นการสืบสานปณิธาน เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม ไว้ให้คงอยู่คู่โลกตลอดกาล
บัดนี้วัดเทพเจติยาจารย์ พัฒนาสถานที่แห่งนี้ให้สงบร่มรื่นมีป่าไม้ น้ำตก เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมของคนทั่วโลก มีหมู่บ้านสมาธิ ที่พักอาศัย สะดวกสบาย สนใจมาปฏิบัติธรรม ติดต่อสอบถามได้☎️ท่านที่ประสงค์จะเดินทางมาร่วมและพักที่วัด กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนที่
062-942-9942 อ.ป้อม
📞สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
โทร. 095-296-5654
062-942-9942
092-612-6657

