“ปฏิบัติธรรมแล้วได้อะไร”คำถามที่พราหมณ์ทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “ไม่ได้อะไรเลย”
ท่านเจ้าคุณ พระราชปัญญาวชิโรดม เมตตากล่าวสัมโมทนียกถา ในวันอนัตตบูชา ปีที่ ๒ ณ วัดเทพเจติยาจารย์ เชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ ความตอนหนึ่งว่า
ครั้งหนึ่ง มีพราหมณ์คนหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “พระองค์ปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร แล้วได้อะไร”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ไม่ได้อะไรเลย”
พราหมณ์ทูลถามต่อว่า “เมื่อไม่ได้อะไรแล้วปฏิบัติไปทำไม”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราปฏิบัติเพื่อละ ปฏิบัติเพื่อปล่อยวาง ความโลภของเราก็ลดลงไป ความโกรธของเราก็ลดลงไป ความหลงของเราก็ลดลงไป ความเป็นตัวตนของเราก็หมดลงไป เราจึงเป็นอิสระ เมื่อก่อนนี้ อัตตาตัวตนของเรามันใหญ่มาก แต่มาบัดนี้ ความโกรธของเราลดลงไป ๆ แม้แต่การยึดถือตัวตนก็ลดลงไป ๆ จนกระทั่งอัตตาตัวตนของเราไม่มี นี่คือปฏิบัติธรรมแล้วไม่ได้อะไร ได้แต่ลดกิเลสของตัวเอง ไม่เหลือตัวตน เกิดเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นอิสระ”

ท่านเจ้าคุณ พระราชปัญญาวชิโรดม เมตตาขยายความต่อว่า “เมื่อปฏิบัติธรรมจนจิตเป็นอิสระแล้ว มันจะไปโกรธได้อย่างไร มันจะไปหลงได้อย่างไร นั่นคือ ราคะ โทสะ โมหะ มันลดลงไป เพราะว่าจิตอยู่ที่ผู้รู้ ไม่ได้อยู่ที่อื่น เรียกว่า “จิตเห็นจิต” จิตเห็นกาย จิตเห็นเวทนา จิตเห็นสัญญา จิตเห็นวิญญาณ แม้หลับตาก็ยังเห็นเหมือนลืมตา แสดงว่าจิตถึงจุดพลังอำนาจ ที่มีพลานุภาพยิ่งใหญ่เหมือนไฟสปอร์ตไลท์ ไม่ใช่ไฟ ๕ วัตต์หรือ ๑๐ วัตต์ แต่มันเป็นไฟ ๑๐๐ วัตต์ ๑๐,๐๐๐ วัตต์ขึ้นไป มันจึงกระจ่างแจ้งในจิต ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะส่วนใด ฉายไปทางไหนมันก็สว่างจ้า เพราะฉะนั้น การถอดถอนการยึดมั่นถือมั่นให้หมดลงไป ก็จะกลายเป็นผู้มี “วิชชา” ไม่ใช่ผู้มี “อวิชชา” เพราะอวิชชาถูกทำลายไปแล้วจากการปฏิบัติ”
“ปฏิบัติธรรมแล้วไม่ได้อะไรเลย” จึงเป็นคำตอบที่ลึกซึ้งและมีความหมายมากสำหรับชาวพุทธทุกคน
คัดลอก เรียบเรียง และสรุปจากสัมโมทนียกถา ในวันอนัตตบูชา ปีที่ ๒ ณ วัดเทพเจติยาจารย์ เชียงใหม่ เมตตาสาธยายโดย ท่านเจ้าคุณ พระราชปัญญาวชิโรดม เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ ถ่ายทอดต่อโดย มนต์ชัย เทียนทอง (ภาพจำลองจากจินตนาการ สร้างด้วย AI)
