อดีตนายกอบจ.อุดรธานี “วิเชียร ขาวขำ” ตั้งโต๊ะชี้แจงกรณีอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ปราศรัยกล่าวว่าถลุงงบประมาณเงินสะสม 1,500 ล้านบาท หมดภายใน 4 เดือนทิ้งทวนไม่ลงสมัครต่อว่าพูดให้เสียหาย ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ซึ่งเงินสะสมนั้นเป็นสินทรัพย์และค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสด ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เตรียมแจ้งความและส่งเรื่องให้ กกต.ดำเนินการ
นายวิเชียร ขาวขำ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ได้ชี้แจงจากการที่ นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไปปราศรัยที่อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี กล่าวหาว่าตนเองถลุงงบประมาณเงินสะสม 1,500 ล้านบาท หมดภายใน 4 เดือน ทิ้งทวนแล้วไม่ลงสมัครต่อนั้นว่า เงินสะสมนั้นมันเป็นสินทรัพย์และค่าเสื่อมราคา ไม่ใช้เงินสด ไม่สามารถนำมาใช้ได้ พร้อมนำเอกสารมาชี้แจงข้อเท็จจริง
แต่ที่ติดลบ 80 ล้านบาทนั้น เป็นเงินสะสมเพื่อสาธารณภัย ซึ่งมีอยู่ 120 ล้านบาท ในช่วงที่โควิดระบาดหนัก ในปี 2564 อบจ.อุดรธานี จึงเอาไปซื้อวัคซีนซีโนฟาร์ม จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ 100 ล้านบาท เพื่อมาฉีดรักษาชีวิตของประชาชนทั้งจังหวัด เพราะในเวลานั้น จังหวัดปทุมธานี ก็รีบซื้อเหมือนกันถึง 200 ล้านบาท เงินสะสมนี้ก็จะค่อยๆสะสมมาไว้ให้ครบ 120 ล้านบาทตามระเบียบเท่านั้น ตอนนี้ยังสะสมไม่ครบ 120 ล้านบาท ยังขาดอยู่ 80 ล้านบาท (เรียบว่าติดลบ 80 ล้านบาท) จึงไม่กระทบต่อการจัดทำข้อบัญญัติงบประมาณประจำปีแต่อย่างใด และขอย้ำว่าเงินสะสมตามภาษาของการจัดทำงบประมาณที่บอกว่ามีอยู่ 1,500 ล้านบาทนั้น เป็นเพียงราคาทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคา ของทรัพย์สินเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเป็นเงินสดเพื่อใช้จ่ายได้
นายวิเชียร ขาวขำ อดีตนายกอบจ.อุดรธานี กล่าวอีกว่า คำพูดดังกล่าวทำให้ตนเองเสียหาย หาว่าใช้เงินหมดแบบทิ้งทวน ซี่งไม่รู้จริงก็จะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ประสบการณ์ยังน้อย เมื่อจะก้าวสู่เวทีใหม่ อยากเป็นไม่ห้าม มีความรู้แค่ไหน ไม่รู้ก็ต้องหาข้อมูล ยังไม่รู้เลยว่าเงินสะสมมีกี่ประเภท ระบบงบประมาณของท้องถิ่น เป็นห่วงนะที่จะเข้ามาบริหาร อบจ. อยากให้ค่อยๆศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ให้ละเอียดถ่องแท้ ให้ดูก่อนพูด คิดว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสี ทำให้เสียหาย พูดแบบไม่รับผิดชอบ ซึ่งตนเองเตรียมเข้าแจ้งความ และยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี เพื่อให้ดำเนินการในเรื่องนี้
ขณะที่ นายศราวุธ เพชรพนมพร ผู้สมัครนายกอบจ.อุดรธานี กล่าวว่า มีกรณีพูดพาดพิงถึงตนเองและครอบครัว ตนได้มอบหมายให้ทนายความแจ้งความดำเนินคดีและร้องกกต.ในประเด็นเรื่องปราศรัยใส่ร้ายให้เข้าใจผิดเพื่อคะแนนนิยม ที่นายชัยธวัชฯ ปราศรัย ตนไม่ได้แจ้งความเพื่อความโกรธ ซี่งตนไม่รู้จักนายชัยธวัชเป็นการส่วนตัวเลย แต่สิ่งที่พูดน่าจะรู้มีการพูดถึงภรรยาตนเองทุกเวทีว่ามีหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทมีพัวพันกับยาเสพติด ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากไม่ว่าจะกับใคร รับไม่ได้ผมจึงต้องแจ้งความเพื่อปกป้องครอบครัวของตัวเอง และบอกไว้ตรงนี้เลยถ้าหากครอบครัวผมเข้าไปพัวพัน ขอให้ฉิบหายและมีอันเป็นไป

