ที่สนามหน้าศาลากลาง จ.พิษณุโลก ได้ปรากฏมีชาวนา 3 อำเภอ จำนวนกว่า 500 คน ไม่ว่าจะเป็นจาก อ.เมือง อ.พรหมพิราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ได้เดินทางมาชุมนุมเรียกร้องต่อรัฐบาล เพื่อขอให้ช่วยเหลือชาวนา กรณีปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยรวมตัวยื่นหนังสือต่อ นาย ทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เพื่อขอให้นำหนังสือข้อร้องขอความช่วยเหลือนี้ ส่งต่อไปยัง นายกรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด เนื่องจากราคาข้าวเปลือกปัจุบันมีราคาที่ตกต่ำลงกว่าเดิมมาก

ในขณะที่ ร้อยเอก อุบล พุทธรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก ได้ขึ้นปราศรัยกับชาวนาที่มาชุมนุม ระบุว่า ขณะนี้ราคาข้าวเปลือก ราคาตกต่ำลงมาก ทำให้ขาดทุน เพราะต้นทุนขณะนี้สูงมาก เนื่องจากราคา พันธุ์ข้าวปลูกสูง ค่า ปุ๋ย ค่ายากำจัดศัตรูพืช น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น การจ้างโดรนมาฉีดพ่นยา ก็มีราคาสูงขึ้น และยังมีการระบาดของเมลงบั่ว แมงสิงห์ โรคข้าวจู๋ ข้าวอื้อ ข้าวอั้นดันรวงไม่ออก ต้องซื้อสารป้องกันและกำจัดก็แพง สารัตถะก็ตกไร่ละ 6,000 บาท แต่เมื่อขายข้าวได้เกวียนละ 6,700 บาท ในความชื้น 15 % จึงขาดทุนแน่นอน อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือ ในราคาประมาณเกวียนละ 8,000 – 10,000 บาท

และยังหมายรวมถึงแนวนโยบายของรัฐบาลที่ห้ามเกษตรเผาฟางและซอตังข้าว แล้วกำหนดบทลงโทษหนักทางกฏหมายและตัดสิทธิที่รัฐจะเข้าช่วยเหลือนั้น 3 ปี น่าจะมีการช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องนี้ทดแทนด้วย สรุปการร้องขอรัฐบาลมี 4 ข้อ คือ

  1. ให้รัฐบาลมีมาตรการประกันราคาข้าวเปลือกเจ้า – ความชื้นไม่เกิน 15 % ราคาไม่ต่ำกว่า 12,000 บาทต่อตัน – ความชื้นไม่เกิน 25 % ราคาไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อตัน
  2. ให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาไม่เผาฟางและตอซังข้าว โดยชดเชยให้เกษตรกรชาวนาที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในอัตราไร่ละ 500 บาท
  3. ให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาลดต้นทุนปัจจัยการเพาะปลูก ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เป็นต้น
  4. ให้รัฐบาลมีมาตรการควบคุมราคาปุย ยาปราบศัตรพืช และน้ำมันเชื้อเพลิง เบื้องต้น นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกมารับหนังสือเพื่อส่งต่อให้รัฐบาลหาแนวทางแก้ไขต่อไป

เมื่อยื่นเอกสารต่อ ผู้ว่าราชการ จ.พิษณุโลกแล้ว ชาวนาทั้ง 2 จังหวัดได้ต่างแยกย้ายกลับภูมิลำเนาเพื่อรอฟังข่าวสารจากผู้นำ หากไม่เป็นผล ชาวนาจะกลับมาชุมนุมกดดันรัฐบาลต่อไปอีก