ที่ค่ายพระยาสุนทรธรรมธาดา ตำบลโนนสูง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี  พลโท สวราชย์ แสงผล แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธาน พิธีทางศาสนา เนื่องในวันสถาปนา กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 ครบรอบ 85 ปี เพื่อเป็นการ รำลึกถึงเกียรติประวัติ และคุณงามความดีของหน่วย อุทิศบุญกุศลให้แก่กำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งในภาคสนาม และที่ตั้งปกติ  ตลอดจนเพื่อความเป็นสิริมงคล และสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล โดยมี พลตรี ณรงค์ สวนแก้ว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 3 ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี นายทหารในพื้นที่ และหน่วยราชการบริเวณใกล้เคียงร่วมในพิธี

พันโท เศรษฐสิทธิ์ พวงบานเย็น ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 กล่าวว่า (ประวัติกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13)  เมื่อ พ.ศ.2428 ในรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมทหารที่ได้รับการฝึกหัดตามแบบยุโรป ขึ้นไปปราบพวกฮ่อ ซึ่งขณะนั้นได้กระทำการเหิมเกริมเข้ารุกรานเมืองหลวงพระบาง  โดยจัดเป็น 2 กองทัพคือ กองทัพฝ่ายเหนือมี พันเอก เจ้าหมื่นไวยวรนาถ (เจิม แสงชูโต) เป็นแม่ทัพ รับผิดชอบในแคว้นหัวพันห้าทั้งหก และ แคว้นสิบสองจุไท  กองทัพฝ่ายใต้ มี พันเอก พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นแม่ทัพ รับผิดชอบปราบฮ่อ ในแคว้นเมืองพวน และได้ตั้งกองบัญชาการกองทัพอยู่ที่เมืองหนองคาย  จนได้รับชัยชนะในที่สุด  จากนั้นจึงยกกำลังกลับถึงกรุงเทพฯ และคงกำลังส่วนหนึ่งไว้ในบังคับบัญชาของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม

ต่อมาใน พ.ศ.2434 จึงได้จัดตั้งเป็น มณฑลลาวพวน โดยกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ดำรงตำแหน่งเป็น ข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลลาวพวน มีกองบัญชาการมณฑลที่เมืองหนองคาย และ เมื่อ พ.ศ.2436 ได้เคลื่อนย้ายมณฑลลาวพวนลงมาทางใต้ เข้าที่ตั้งบริเวณบ้านหมากแข้ง  ริมหนองนาเกลือ (หนองประจักษ์ในปัจจุบัน) ต่อมาได้เปลี่ยนนามหน่วยจากมณฑลลาวพวน เป็นมณฑลอุดร  ในปี พ.ศ.2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้จัดตั้ง เมืองอุดรธานี  อยู่ในเขตการปกครองของมณฑลอุดร ขึ้นที่บ้านหมากแข้ง โดยให้ย้ายกำลังทหารจากหนองนาเกลือ  มาตั้งริมหนองขอนกว้าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายประจักษ์ศิลปาคม ในปัจจุบัน มีกำลังทหารในขณะนั้น  2 หน่วย คือ กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 และกรมทหารราบที่ 7 ซึ่งต่อมาทั้งสองหน่วยได้ย้ายที่ตั้งออกนอกพื้นที่มณฑลอุดร

ครั้นเมื่อ พ.ศ.2456 จึงได้จัดตั้งกรมทหารม้าขึ้นที่ อุดรธานี เรียกชื่อว่า กรมทหารม้าที่ 10  และได้เปลี่ยนนามหน่วยเป็น กรมทหารราบ ในกองพลทหารบกที่ 10  เมื่อ พ.ศ.2460  แปรสภาพเป็น  กรมทหารพราน ในกองพลทหารบกที่ 9 ต่อมากรมทหารพรานดังกล่าว ได้ถูกยุบและแปรสภาพหน่วยใหม่ แล้วตั้งเป็น กองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 15 และเปลี่ยนนามหน่วย จากกองพันที่ 2 เป็น กองพันทหารราบที่ 18 และใน พ.ศ.2477 กองพันทหารราบที่ 18 ได้เปลี่ยนนามหน่วยเป็น กองพันทหารราบที่ 22  และ พ.ศ.2489 กองพันทหารราบที่ 22 เปลี่ยนชื่อเป็น กองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 13  ซึ่งมีที่ตั้งหน่วย ณ “ค่ายประจักษ์ศิลปาคม” พ.ศ.2499 กองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 แปรสภาพเป็น “กองพันทหารราบที่ 1 กรมผสมที่ 13 และได้มีชื่อย่อหน่วยว่า “ผส.13 ร.พัน.1 พ.ศ.2522 กองพันทหารราบที่ 1 กรมผสมที่ 13 แปรสภาพและเปลี่ยนนามหน่วยเป็น “กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 จนถึงปัจจุบัน

วันที่ 27 มิถุนายน 2479 กองพันทหารราบที่ 22 หรือกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 ปัจจุบัน ได้เป็นหน่วยทหารอีสานหน่วยแรกพี่เข้ารับพระราชทานธงชัยเฉลิมพลประจำหน่วยเป็นครั้งแรก นับว่าเป็นหน่วยทหารที่ได้ทำการปราบกลุ่มฮ่อประสบความสำเร็จให้กับทางราชการ จึงถือเป็นความภาคภูมิใจของกำลังพลทั้งในอดีตและปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2526 ได้มีคำสั่งของกองทัพบกให้ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 เคลื่อนย้ายจากที่ตั้งที่เดิมค่ายประจักษ์ศิลปาคม มาเข้าที่ตั้งแห่งใหม่ที่ค่ายรามสูร โดยได้ทำการเคลื่อนย้ายกำลังพลพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ เข้าที่ตั้งรามสูร ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2526  ซึ่งเดิมค่ายรามสูรเป็นค่ายของทหารสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2507 ในสงครามเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อสงครามสงบลง ทหารสหรัฐได้ย้ายกำลังออกจากพื้นที่แห่งนี้ จึงได้โอนพื้นที่จำนวน 800 ไร่ 3 งาน 23 ตารางวา ให้กับกองทัพบกไทยและกองทัพบกจึงได้มอบหมายให้ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 เป็นหน่วยดูแลรับผิดชอบค่ายแห่งนี้

ในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องพระราชทานชื่อค่ายทหาร ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานชื่อ ค่ายกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 มีชื่อใหม่ว่า ค่ายพระยาสุนทรธรรมธาดา โดยการนำเอาชื่อของเจ้าคุณ สุนทร หรือ นายคำสิงห์ สิงห์ศิริ เพื่อเป็นเกียรติแก่พระยาสุนทรธรรมธาดา ซึ่งท่านเป็นเจ้าคุณ เป็นแม่กองสมทบกองหลวง ไประงับเหตุที่พวกเงี้ยวก่อการจลาจลจนสงบเรียบร้อย ทำให้ค่ายรามสูรจึงเหลือเป็นเพียงความทรงจำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา