ที่สำนักงานทนายคู่ใจ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายบัณฑิต ปานนาศรี อายุ 24 ปี สามี พร้อมด้วย นางสายใจ ปานนาศรี (แม่สามี) อายุ 55 ปี และ นางทองใส โพธิ์คำ อายุ 58 ปี คุณแม่ของผู้เสียชีวิต นำหลักฐานเดินทางเข้าขอความช่วยเหลือจากนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความและประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม หลังติดใจการเสียชีวิต ของน.ส.กรรณิกา อายุ 32 ปี และลูกชายภายในครรภ์ จากกรณีที่น.ส.กรรณิกามาคลอดที่ รพ.แห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้ผู้เป็นแม่และลูกเสียชีวิตภายในครรภ์
นางสายใจ แม่สามี เล่าว่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ.65 ลูกสะใภ้ไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลเพราะครบกำหนดคลอด แต่ ปากมดลูกไม่เปิด หมอจึงเลื่อนนัดไปงันที่ 14 ก.พ.65 ให้นัดมาผ่าตัด และหมอได้สั่งงดอาหารตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.65 หลังเที่ยงคืน เด็กก็ดิ้นปกติ และทำการรอเข้าห้องผ่าตัด หลังจากนั้นได้ทำการส่งตัวไปห้องตรใจครรภ์อีกรอบ หมอบอกว่าหัวใจเด็กไม่ค่อยเต้นแล้ว ในช่วงระยะเวลาไม่เท่าไหร่ หมอก็ให้ลูกสะใภ้ไปกินข้าวอาจจะทำให้เด็กมีหัวใจเต้นปกติ แล้วก็ไปอัลต้าซาวน์จำนวน 3 ครั้ง และแจ้งทางญาติว่าเด็กเสียชีวิตแล้ว และให้น้องออกมานั่งรอข้างนอก ตนจึงขอรายละเอียดจากหมอว่าทำไมเด็กถึงเสียชีวิต หมอจึงบอกว่าขอติดต่อนักเรียนแพทย์ที่ดูแลก่อนและจะให้เข้ามาคุยกัน พอเข้าไปคุยและถามสาเหตุว่าเสียชีวิตเพราะอะไร แต่แพทย์เป็นคนตอบทุกอย่างว่ายังไม่ทราบสาเหตุ แต่ทางนักศึกษาแพทย์นั่งเงียบและไม่พูดอะไรเลย และคาดการณ์ว่า รกพันคอ และบอกว่าเด็กที่เสียชีวิตสามารถอยู่ในครรภ์ได้ถึง 2 วัน ตนตึงถามกลับว่าไม่เน่าหรือ แต่หมอก็บอกว่าไม่เป็นไรและบอกว่าจะให้คลอดเอง แต่ลูกสะใภ้บอกว่าจะผ่าและเป็นคนยืนยอม หมอก็บอกว่าให้รอก่อนจะให้หมอไปพักกินข้าว แต่ก็รอไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า และอ้างว่าหมอต้องรักษาตามขั้นตอน และให้นอนรอที่โรงพยาบาล แต่ให้ญาติๆกลับบ้านไม่ให้เฝ้า จึงกลับมาคุยกับญาติพี่น้องว่สจะเอาอย่างไร

จึงตัดสินใจพยายามโทรคุยกับลูกสะใภ้อยู่ตลอดเวลา เพราะลูกสะใภ้โดนเหน็บยาก่อนเข้าห้องคลอด ก็คุยกันมาเรื่อยๆ และเขาวิตกกังวล พอเวลาประมาณเที่ยงคืนบอกว่ากำลังเข้าห้องคลอด ปากหมดลูกเปิด 4 ซม. ตนจึงอวยพรให้ออกมาอย่างปลอดภัย และเงียบหายไป ประมาณ 03.00น. หมอโทรมาบอกว่าปั๊มหัวใจไป 20 นาทีแล้ว แต่ไม่ฟื้น ตนจึงรีบไปที่โรงพยาบาลไปเห็นลูกสะใภ้นอนเกร็ง ตาเหลือก เลือดเลอะไปหมด ตนจึงถามสาเหตุเขาก็อ้สงว่า น้ำคร่ำเข้ากระแสเลือด ซึ่งตนคิดว่าถ้าผ่าออกแต่แรกคงไม่เป็นแบบนี้แต่ทางหมอปล่อยให้พิษของลูกที่ตายในท้องมาทำร้ายแม่จนเสียชีวิตเพิ่มอีก ตอนนี้เสียใจมากๆ ตอนนี้อยากรู้ผลชันสูตรว่าสรุปแล้วเสียชีวิตเพราะอะไร ส่วนเราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อยากฝากถึงหมอทุกคนว่าให้มีจรรยาบรรในการรักษาผู้ป่วยให้เท่ากันทุกคน ไม่ใช่ให้ผู้ป่วยมารักษาตัวเองและหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งลูกสะใภ้ตนลูกในท้องมีน้ำหนักประมาณ 3.8 โล ใครจะไปคลอดเองได้ ตอนนี้อยากให้ทางทนายช่วยร้องความเป็นธรรมการหาผลชันสูตรที่แท้จริง เพราะตอนนี้ผ่านมา2เดือนแล้วยังไม่ได้ผลชันสูตร และยังไม่มีการลงใบมรณะอย่างชัดเจน
นายบัณฑิต สามีขอผู้เสียชีวิต เล่าว่า ตนคบกับภรรยามา 4-5ปี แล้ว แต่พพึ่งมาจดทะเบียนก่อนลูกคนเล็กจะคลอด ซึ่งแฟนมีลูกติดมาแล้ว 1 คน คนที่ตั้งครรภ์เป็นคนที่ 2 แต่ดันมาเสียชีวิต ก่อนภรรยาจะเสียชีวิตครอบครัวตนอบอุ่นมาก ไม่คิดว่าจะเกิดอะไรแบบนี้ขึ้น และไม่น่าเกิดกับตน อยากขอความเป็นธรรมและตรงจผลชันสูตรด้วยความชัดเจน และให้ผลออกมาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ติดใจหลายเรื่อง เพราะหมอมาปล่อยให้ภรรยาของตนอุ้มท้องเด็กที่เสียชีวิตปล่อยให้รอและไม่ดำเนินการใดๆทั้งสิ้น ซึ่งหมอต้องรู้อยู่แก่ใจว่าเด็กที่เสียในท้องจะมีผลต่อภรรยาตนหรืิไม่ ทำไมค้องปล่อยให้รอไม่มีจุดหมาย และอ้างว่าเด็กที่เสียชีวิตแล้ว สามารถอยู่ในครรภ์ได้ 2 วัน ตอนนี้ลูกสาวอีกคนต้องมากำพร้าแม่จะมีใครช่วยได้ไหม เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น เพราะภรรยาตนเป็นคนส่งเงินเลี้ยงดูแม่ และลูกสาวอยู่ ใครจะมารับผิดชอบ

นางทองใส แม่ของผู้เสียชีวิต เล่าว่า เสียใจมากตอนนี้อยากขอความเป็นธรรม ตอนนี้เรื่องของงานศพทางบ้านแฟนลูกเป็นคนจัดการให้ เพราะไม่มีเงิน ตนมีลูกสาว2คน ส่วนคนที่เสียชีวิตคือคนโตที่เป็นเสาหลักของบ้าน ก่อนน้องจะเสียได้คุยกับลูก ลูกบอกว่าปวดท้องและเด็กในท้องเสียแล้ว จึงบอกลูกให้ทำใจดีๆ เดี๋ยวหมอช่วยให้ทำใจ และคอยปลอบใจลูกตลอด อยากร้องจอความเป็นธรรม ตอนไปเจอลูกสาวตนรับไม่ได้ เข้าไปเห็นลูกนอนหงายตาไม่หลับ ตนได้แต่สะกิดว่าอย่าทิ้งกันไปต้องฟื้นขึ้นมา ลูกอีกคนอยู่ที่บ้านรอหนูอยู่ ใครจะเลี้ยงลูกให้ เขาก็ค่อยๆหลับ ตนจึงปิดตาและบอกให้ไปดี ไม่ต้องเป็นห่วง จะเป็นคนดูแลหลานเอง ตอนนี้ไม่รุ้จะพูดอะไรแล้วเพราะน้องเสียชีวิตไปแล้วเอาอะไรกับคืนมาไม่ได้แล้ว
ทนายรณณรงค์ กล่าวว่าทนายรณรงค์กล่าวว่า จะให้ครอบครัวนี้ไปยื่นเรื่องเพื่อขอรับสิทธิ์ตามหลักของสปสช.ในกรณีที่โรงพยาบาลของรัฐเป็นเหตุทำให้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหรือมีความประมาทเลินเล่อเกิดขึ้นก็จะจ่ายให้ก่อนไม่เกิน 400,000 บาทหลังจากนั้นจะให้ทางกระทรวงตั้งคณะกรรมการจากส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบโรงพยาบาลที่จังหวัดสระบุรีว่ากรณีดังกล่าวเกิดอะไรขึ้นมีอยู่ประเด็นหนึ่งที่น่าสงสัย คือพอหลังจากรู้ว่าเด็กเสียชีวิตแล้วตั้งแต่ 10.00 น.กว่าจะผ่าออกคือเที่ยงคืนระยะเวลาตรงนี้มันนานเกินไปไหมที่จะไปดำเนินการคลอดหรือผ่าคลอดของทางโรงพยาบาลต้องให้คุณหมอผู้ เชี่ยวชาญ ทางสูตินรีแพทย์ ว่ากรณีเจอเด็กเสียชีวิตแล้วควรต้องใช้ระยะเวลากี่ชั่วโมงในการเอาเด็กออกแบบปลอดภัยและนอกจากนั้นทางโรงพยาบาลของรัฐมีมาตรฐานอย่างไรบ้าง ที่เท่าเทียมกันอย่างกรณีนี้ ใช้สิทธิ์ในการรักษาของโรงพยาบาลรัฐ ถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นในอนาคตจะเรียกร้องที่ไหนได้บ้าง คงต้องให้ทางรัฐมนตรีช่วยดูแลให้ ตอนนี้ยังไม่มีใครตอบคำถามได้ว่าเสียชีวิตเพราะอะไรเป็นเรื่องปกติที่โรงพยาบาลของรัฐและเอกชนมีข้อพิพาทกับคนไข้จะหาหลักฐานค่อนข้างยากในกรณีนี้หนึ่งในข้อเรียกร้องของเรา อยากให้ทางโรงพยาบาลส่งมอบสำเนาเวชระเบียนส่งให้ทางญาติคนตายด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่ใช่หมอจากโรงพยาบาลเดิมคงต้องให้หมอจากโรงพยาบาลอื่นดูต่อ ถ้าผลออกมาว่าเสียชีวิตจากโรงพยาบาลจริงๆ ตามพรบ.ความรับผิดทางละเมิดของรัฐทางญาติคนไข้ทางสามีหรือทางแม่ หรือทั้งลูกสามารถยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุขได้ เพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นตัวเงินแต่ไม่ได้เป็นการฟ้องคุณหมอ


ฉัตรมงคล I นนทบุรี
