การออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬานั้นมีประโยชน์ แต่หากทำโดยไม่ถูกวิธีก็อาจจะเกิดโทษได้ เช่น เกิดการบาดเจ็บขึ้น ดังนั้นก่อนออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาควรวอร์มร่างกายก่อนทุกครั้ง อย่างน้อย 15-20 นาที เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ อีกทั้งกีฬาแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไป หากจะเลือกเล่นกีฬาชนิดใดก็ควรศึกษาให้ดีก่อน เช่น หากชอบเล่นแบดมินตัน ควรเริ่มตั้งแต่เลือกไม้ให้เหมาะสม น้ำหนักกำลังพอดี เพื่อไม่ให้เกิดความเมื่อยล้าหรือการบาดเจ็บ หากชอบเดินหรือวิ่ง ก็ควรเลือกรองเท้าที่เหมาะสม และสถานที่ที่เหมาะกับการออกกำลังกาย
นอกจากนี้ร่างกายของแต่ละคน มีความทนทานไม่เท่ากัน หากหักโหมเล่นกีฬาติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจจะเป็นลมหรือบาดเจ็บได้ การเล่นกีฬาที่ได้ประโยชน์ จึงควรเลือกให้เหมาะกับสภาพร่างกาย ไม่หนักเกินไป ไม่นานเกินไป แต่ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพที่สุด
แต่เมื่อเกิดการบาดเจ็บในระหว่างการออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา การดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้นนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในสนามทันที ซึ่งมีระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บสามารถแบ่งได้หลายระดับ ดังนี้
- การบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น การมีแผลถลอก ผิวหนังฉีกขาด มีอาการตะคริว และมีการยืดของเอ็นยึดข้อมากเกินไป (Sprains)
- การบาดเจ็บรุนแรงปานกลาง เช่น เอ็นยึดข้อมีการฉีกขาดบางส่วน (Sprain) ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บบวม (Swelling) และมีอาการปวด (Pain) มีอาการบาดเจ็บเมื่อเคลื่อนไหวอวัยวะดังกล่าว รวมทั้งการเคลื่อนไหวทำได้น้อยลง (Decrease Range of Motion)
- การบาดเจ็บรุนแรงมาก (Severe Injuries) เช่น มีกระดูกหักหรือข้อเคลื่อน มีการเสียรูปของอวัยวะและมีอาการปวดอย่างมาก
- การบาดเจ็บที่เป็นอันตรายต่อชีวิต (Life Threatening) เช่น มีการบาดเจ็บที่รุนแรงต่อบริเวณลำคอหรือศีรษะ มีอาการหมดสติ มีอาการแสดงความผิดปกติของการทำงานของหัวใจ (Heart Attact) อุบัติเหตุจากการออกกำลังกายและเล่นกีฬาที่ต้องนำส่งสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล มีดังนี้
- หมดสติเพราะถูกกระแทก (ถึงแม้จะฟื้นคืนสติแล้วก็ตาม)
- กระดูกหักทุกชนิด
- ข้อเคลื่อน ข้อหลุด ทุกชนิด
- การตกเลือดจากอวัยวะภายใน (ทรวงอก ช่องท้อง เชิงกราน และบั้นเอว)
- บาดเจ็บที่ตา
- บาดแผลลึกที่มีเลือดออกมาก
- สิ่งแปลกปลอมเข้าทางทวารที่เอาออกไม่ได้
- บาดเจ็บที่ไม่ทราบสาเหตุแต่ผู้ป่วยมีอาการมาก

หลักสำคัญในการปฐมพยาบาลเมื่อได้รับบาดเจ็บ ควรปฏิบัติดังนี้
- อย่าตื่นเต้นหรือตกใจ พยายามตั้งสติให้มั่น เพื่อการติดสินใจที่ถูกต้อง แล้วจึงทำการพยาบาลตามลำดับความสำคัญก่อนหลังด้วยความรวดเร็ว พร้อมทั้งพูดจาปลอบโยนและให้กำลังใจแก่ผู้บาดเจ็บไปพร้อมกันด้วย
- รีบให้การปฐมพยาบาลต่อการบาดเจ็บที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตก่อนอื่นโดยเร็ว เช่น หัวใจหยุดเต้น การหายใจขัด การตกเลือด เป็นต้น
- ให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนอนราบและเอียงศีรษะไปข้างใดข้างหนึ่ง ยกเว้นในกรณีที่มีหลักฐานหรือเกิดการบาดเจ็บบริเวณลำคอ ให้นอนศีรษะตรง โดยมีหมอนหรือวัสดุอื่นใดที่คล้ายๆ กันประกบศีรษะ เพื่อประคองให้ศีรษะอยู่ในท่าตรงตลอดเวลา
- ถ้ามีผู้บาดเจ็บหลายๆ รายพร้อมกัน ให้พิจารณาดูความสำคัญว่ารายใดควรได้รับการปฐมพยาบาลก่อน
- ทำการปฐมพยาบาลอย่างนุ่มนวลและรวดเร็วด้วยเครื่องมือ เครื่องใช้ที่สะอาด อย่านำเอาความสกปรกมาเพิ่ม
- ปลดเปลื้องเครื่องนุ่งห่มที่ทำให้การปฐมพยาบาลทำได้ไม่สะดวกหรืออาจรัดแน่นเกินไป แล้วใช้ผ้าคลุมหรือห่มแทนเพื่อความอบอุ่น
- อย่าให้น้ำ อาหาร หรือยาแก่ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บที่ช่องท้องหรือหมดสติ เพราะอาจจะทำให้อาเจียน สำลัก ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงยิ่งขึ้น
- ไม่ควรให้ยาแก้ปวดแก่ผู้ที่ได้รับการกระทบกระเทือนที่สมอง เพราะจะทำให้บดบังอาการทางสมอง
- ก่อนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยต้องให้การปฐมพยาบาลเรียบร้อยก่อนทุกครั้ง และต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้ถูกต้องตามลักษณะการบาดเจ็บนั้นๆ เช่น อาจใช้การประคอง หาม อุ้ม หรือใช้เปล และควรติดตามดูแลในระหว่างทางจนกระทั่งถึงมือแพทย์

หลักการปฐมพยาบาลการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย และเล่นกีฬา
เริ่มจากการตรวจร่างกายเพื่อประเมินลักษณะความรุนแรงของบาดแผลหรือการบาดเจ็บที่ได้รับ รวมทั้งซักถามอาการจากนักกีฬา เช่น มีบวมหรือกดเจ็บ มีอาการปวดขณะเคลื่อนหรือขยับส่วนนั้นๆ หรือไม่ หลังจากได้ข้อมูลการบาดเจ็บแล้ว ให้เริ่มทำการปฐมพยาบาลโดยปฏิบัติตามอักษรภาษาอังกฤษในคำว่า “RICE” ดังนี้
R = Rest (พัก) คือ เมื่อมีการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่ส่วนใด ให้พักส่วนนั้นทันที คือ หยุดเล่นกีฬา ไม่ฝืนเล่นต่อ
I = Ice (น้ำแข็ง) คือ ใช้น้ำแข็งประคบส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ ความเย็นจะช่วยลดอาการบวม การประคบน้ำแข็งควรทำทันดีหลังเกิดอาการบาดเจ็บ ให้ทำครั้งละ 10-30 นาที วันละ 2-3 ครั้ง ภายใน 48 ชั่วโมง
C = Compression (รัด) คือ การพันกระชับที่บาดเจ็บนั้นไว้ ไม่ให้บวมเพิ่มมากขึ้น คือ การพันด้วยผ้ายืดให้พอดีไม่รัดแน่นจนเกินไป ถ้าพันแล้วมีอาการไม่ดีขึ้น ให้เอาผ้าพันออกและไปพบแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัด
E = Elevation (ยก) คือ ยกส่วนนั้นสูงกว่าระดับหัวใจ เช่น ยกขาสูง เพื่อให้เลือดไหลลงได้สะดวก เป็นการช่วยลดอาการบวม
ในการนี้ พลโท อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งหากพบว่าตนเอง หรือคนรอบข้างมีอาการจากการบาดเจ็บจากภาวะดังกล่าว ขอให้ได้รีบไปพบแพทย์ ณ โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ หรือโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อคัดกรอง วินิจฉัย และเข้าสู่ระบบการรักษาโดยเร็ว
