ที่ใต้อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราช โรงเรียนสา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน นายพิพัฒน์ เพ็ชร์พิพัฒน์ นายอำเภอเวียงสา เป็นประธานเปิดประชุม การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในการศึกษาและ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน จาก สปป.ลาว ที่พาดผ่านพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 ตามที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. มีแผนดำเนินโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว (ส่วนที่พาดผ่านพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการซื้อซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ ที่มีศักยภาพในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมีการเชื่อมโยงโครงการฯ ที่ชายแดนไทย/ลาว บริเวณจังหวัดน่าน เข้ากับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ กฟผ. แรงดันไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ เพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580

ทั้งนี้ ในการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าของโครงการฯ จะทำให้ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ยังมีความคุ้มค่าในการจัดหาแหล่งพลังงานเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม ที่สามารถ ตอบสนองนโยบายของรัฐ ในการกระจายประเภทของแหล่งผลิตไฟฟ้า และลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ทำให้ลดความผันผวนของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในอนาคต สนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น  และเป็นการเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทย กับ สปป.ลาว

ทางด้านนายไพจิต นพรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ-2 ผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า แต่เนื่องจาก ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของโครงการฯ มีบางส่วนพาดผ่านพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 จำนวน 3 ช่วง รวมระยะทางประมาณ 3.5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงความสำคัญต่อการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยได้มอบหมายให้ บริษัท เอ็นไวร์ไซน์ จำกัด เป็นผู้ศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้ครอบคลุมทั้งด้านทรัพยากรกายภาพ ชีวภาพ การใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณภาพชีวิต อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และสอดคล้องตามแนวทางที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อวิตกกังวลต่าง ๆ โดยผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วยตัวแทนจากภาคส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ศาสนสถาน สถานพยาบาล องค์กรเอกชน ผู้นำภาคประชาสังคมและประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความคิดเห็นในฐานะผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาโครงการอย่างเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม ต่อไป

พ.อ.พยอม I น่าน