นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด นครสวรรค์ ลำสุด ได้พิจารณาแผนและมาตรการการบริหารจัดการสถานการณ์โรคโควิด 19 โรคประจำถิ่น (Endemic Approach to CoVD-19) โดยมีเป้าหมาย ดังนี้ 0.1
- การเข้าถึงการดูแลรักษาได้อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพ อัตราป่วยตายไม่เกินร้อยละ
- ความครอบคลุมวัคซีนเข็มกระตุ้นมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 60 3. สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและความร่วมมือของประชาชนในการรับมือและปรับตัว เพื่ออยู่ร่วมกับโควิด 19 จากระยะการแพร่ระบาด (Pandemic) สู่โรคประจำถิ่น (Endernic) อย่างปลอดภัย
จากสถานการณ์การตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 24 เมษายน 2555 พบผู้ติดเชื้อของจังหวัดนครสวรรค์ ยืนยัน RT-PCR จำนวน 20,624 ราย (เฉลี่ยพบผู้ติดเชื้อวันละ 181 ราย)ยืนยัน ATK จำนวน 57,993 ราย (เฉลี่ยพบผู้ติดเชื้อวันละ 509 ราย) รวมผู้ป่วยยืนยันและผู้ป่วยเข้าข่ายทั้งหมด จำนวน 78,617 ราย มีผู้เสียชีวิตจำนวน 84 ราย (อัตราตายร้อยละ 0.41 เมื่อ เทียบ กับ PCR (ร้อยละ 0.10 เมื่อเทียบกับ PCR+ATK)

นายแพทย์จักราวุธ จุฑาสงฆ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยด้วยว่า ความครอบคลุมการฉีด วัคซีนในประชากรรวมของประชาชนกลุ่มเป้าหมายของจังหวัดนครสวรรค์ ที่ต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ได้มากกว่า ร้อยละ 60 ของประชากรตามสิทธิ์การรักษาต่อประชากรเป้าหมายจังหวัดนครสวรรค์ ทั้งหมดจํานวน 951,850 คน มีผล การดำเนินงาน ณ วันที่ 25 เมษายน 2555 เท่ากับร้อยละ 34.78 โดยจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งเป้าหมายต้องดำเนินการให้บริการ ฉีดวัคซีนครอบคลุมให้ได้มากกว่าร้อยละ 50 ภายในเดือนพฤษภาคม 2565 และร้อยละ 60 ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2555 ส่วนกลุ่มเป้าหมายประชากรกลุ่ม 608 ต้องได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม มากกว่าร้อยละ 80 เป็นจํานวน 208,184 คน ซึ่งผลการดาเนินการถึง ณ วันที่ 25 เมษายน 2565 ทําผลงานได้ร้อยละ 75.82 และจะเร่งดำเนินการให้บริการฉีดวัคซีน ให้ได้มากกว่าร้อยละ 80 ภายในเดือนพฤษภาคม 2555 นี้
การให้บริการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น มีเป้าหมายการดำเนินการให้ได้มากกว่าร้อยละ 60 ขึ้นไป โดยจะดำเนินการให้ ประชาชนชาวจังหวัดนครสวรรค์รับวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 โดยมีผลการดำเนินการ ให้บริการฉีดวัค ม ณ วันที่ 25 เมษายน 2565 เท่ากับร้อยละ 37.71 กําหนดเป้าหมายต้องดำเนินการให้บริการฉีดวัคซีน ครอบคลุมให้ได้มากกว่าร้อยละ 50 ภายในเดือนพฤษภาคม 2565 และร้อยละ 60 ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2565

ส่วนประชากรกลุ่มเด็ก ช่วงอายุระหว่าง 12-17 ปี ได้รับเข็ม 1 แล้ว จํานวน 55,169 ราย ร้อยละ 98.58 (เป้าหมาย 55,966 คน) และช่วงอายุระหว่าง 5-11 ปี ได้รับวัคซีนเข็ม 1 แล้วจำนวน 44,328 คน ร้อยละ 86.39 เป้าหมาย 51,310 คน) เข็ม 2 จำนวน 3,848 คน ร้อยละ 7.50 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกอำเภอบูรณาการร่วมกับหน่วยงานของ กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับกลุ่มเด็กที่ครประยะเวลาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
จังหวัดนครสวรรค์ จึงขอและให้ประชาชนผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม นานเกิน 3 เดือน หรือ รับวัคซีน 3 เข็ม นานเกิน 4 เดือน ให้ไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามกำหนด ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ที่สำคัญ คือ ช่วยลดความรุนแรง และการเสียชีวิตได้ เป็นการสร้างความปลอดภัยให้แก่ทุกคนในครอบครัว และจำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย ที่มีอาการหนัก และผู้เสียชีวิตไม่สูงขึ้นได้ ก็จะสามารถบริหารจัดการโรคโควิต 19 สู่โรคประจำถิ่นได้ในที่สุด

Q: ทําไมต้องเป็นโรคประจําถิ่น
A:โรคประจําถิ่น (Endemic) หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นประจำในพื้นที่นั้น แต่มีอัตราป่วยคง และสามารถ การณ์โต้ กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาให้โควิด 19 เข้าสู่โหมดโรคประจำถิ่น หากเข้าหลักเกณฑ์
- ผู้ป่วยรายใหม่ไม่เกิน 10,000 คนต่อวัน
- อัตราป่วยเสียชีวิตไม่เกิน 1 ต่อ 1000
- เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล น้อยกว่าร้อยละ 10 4. กลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรงได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 โดล มากกว่าร้อยละ 80
Q: ระบบสาธารณสุขเอาอยู่จริงหรือ
A: ยืนยันว่าแม้สายพันธ์โอมิตรอนจะมีการแพร่ระบาดง่ายจนมีผู้ติดเชื้อสูงต่อเนื่อง แต่ด้วยแนวทางการรักษา ในปัจจุบันที่เป็นระบบ HI และ C สำหรับคนในท้องถิ่น รวมไปถึงระบบ Hotel Room Isolation ที่มีเพิ่มขึ้น นอกเหนือจาก Hospitel สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว ทำให้ระบบสาธารณสุขสามารถรับไหวแน่นอน ขณะเดียวกันประชาชนที่มีความเข้าใจและยอมรับมากขึ้น ช่วยให้การบริหารจัดการง่ายขึ้นกว่าก่อนหน้านี้

Q: ปัจจัยหลัก “โควิด-19” สู่ “โรคประจําถิ่น” คืออะไร
A: การที่ โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นนั้น ประเด็นที่มีข้อสงสัยว่า โอมครอน เป็นเชื้อไวรัสที่เป็น สายพันธุ์ย่อยสายพันธุ์หนึ่งซึ่งอาจจะมีความแตกต่างจากสายพันธุ์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นอัลฟา เดลต้า พฤติกรรมที่เห็นตรงกัน คือ แพร่ระบาดได้มากขึ้น เนื่องจาก เชื้อจับทางเดินหายใจส่วนบน และแพร่กระจาย ออกมาเนื่องจากไอมากขึ้น และตัวเชื้อจับกับเซลล์ต่างๆ ได้ดี แต่อาการ จะรุนแรงน้อยกว่าเนื่องจากจับปอด ได้ค่อนข้างน้อย ตอนนี้การระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหน มีการระบาดทั่วโลก และระบาดใหญ่ หลังจากผ่านไปสองปี เราเรียนรู้กับมันและพบว่าโอกาสที่คนทั่วโลกร่วมกันกำจัดเชื้อโควิต 19 ไม่ว่าจะ สายพันธุ์ไหนให้หมดไปเป็นไปได้ยาก ดังนั้น โรคก็จะกลายเป็นโรคที่อยู่กับเรา คือ โรคประจำถิ่น ซึ่งการที่จะ
เป็นโรคประจําถิ่นได้ มี 3 ปัจจัย คือ
- ตัวเชื้อโรคเอง
- ตัวคนที่เป็นผู้ติดเชื้อ
- สิ่งแวดล้อมเอื้อให้เกิดการสมดุลระหว่างเชื้อกับคน

หากพูดง่ายๆ คือ เชื้ออยู่ได้คนอยู่ได้ การที่เชื่ออยู่กับคนได้ในสิ่งแวดล้อม คือ เชื้อมีความรุนแรงค่อยๆ ลดลง เพราะหากรุนแรงมากคนที่อยู่กับมัน ไม่ได้ต้องกำจัดมันให้หมด หรือคนก็ต้องถูกกำจัด หากจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น เชื้อโรคจะต้องอยู่กับคนได้ ความรุนแรงจะต้องค่อยๆ ลดลง เช่น โอมีครอน ที่ความรุนแรงค่อยๆ ลดลง
แผนและมาตรการโรคโคริต-19 สู่โรคประจำถิ่น ของจังหวัดนครสวรรค์
- การเข้าถึงการดูแลรักษาได้อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพ อัตราป่วยตายไม่เกินร้อยละ 0.1
- ความครอบคลุม วัคซีนเข็มกระตุ้นมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 60 3. สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและความร่วมมือของประชาชนในการรับมือและปรับตัว เพื่ออยู่ร่วมกับโควิด 19 จากระยะการแพร่ระบาด (Pandemic) สู่โรคประจำถิ่น (Endemic) อย่างปลอดภัย

