พ.ต.อ.ดร.ไพรรัตน์ ไพรพรรณรัตน์  รอง ผบก.อก.ภาค 9 เข้าร้องเรียนสื่อมวลชน โดยเล่าว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 1 มีนาคม  พ.ศ.2559 ขณะดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.ธงชัย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ถูกพนักงานสอบสวน สภ.แหลมฉบัง แจ้งข้อหา  ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด โดยทางพนักงานสอบสวน ได้ทำการสอบปากคำนายสายันณ์ มะริด ผู้กล่าวหา  จนมีการต่อสู่ตามกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย จน พ.ต.อ.ดร.ไพรรัตน์ ไพรพรรณรัตน์ พ้นความผิด  โดยพบว่าหลักฐานที่ทางพนักงานสอบสวน สภ.แหลมฉบัง (ร.ต.อ.ชำนาญ ก่อเกิด) ใช้ในการแจ้งข้อกล่าวหาที่ได้จากการสอบปากคำนายสายันณ์ มะริด เป็นการแต่งคำให้การขึ้นมาของ ร.ต.อ.ชำนาญ ก่อเกิด เอง

โดยนายสายันณ์  มะริด ได้มายืนยันว่าไม่เคยให้การต่อหน้า ร.ต.อ.ชำนาญ ก่อเกิด และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.แหลมฉบัง ซึ่งเรื่องดังกล่าวทาง พ.ต.อ.ดร.ไพรรัตน์  ไพรพรรณรัตน์ ไม่ได้ติดใจเอาความแล้ว หลังจากสู้คดีจนพ้นผิด และมีการทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่เกิดเรื่อง และทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตอบกลับมาว่าเอกสารดังกล่าว มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทาง ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบแต่ไม่มีการตรวจ สอบจนเรื่องดังกล่าวผ่านไป 7 ปี  จนกระทั่งทาง พ.ต.อ.ดร.ไพรรัตน์ ไพรพรรณรัตน์ มาทราบว่ามีการใช้เอกสารคำให้การเท็จ มาดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ดร.ไพรรัตน์  ไพรพรรณรัตน์ ที่ สภ.เมืองพัทยา อีกครั้ง  จนทาง พ.ต.อ.ดร.ไพรรัตน์ ไพรพรรณรัตน์  ได้เอาหลักฐานต่างๆ มาเปิดโปง และเตือนภัยให้กับประชาชน ที่จะเซ็นคำการใดๆ ต้องมีการอ่านทวนว่าตรงกับที่เราให้การหรือไม่  และได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยมีการดำเนินคดีกับนายตำรวจ ในเบื้องต้น จำนวน  2 นาย และศาลจังหวัดพัทยา ก็รับคำฟ้องเรียบร้อยแล้ว

โดย พ.ต.อ.ดร.ไพรรัตน์ ไพรพรรณรัตน์  รอง ผบก. อก. ภาค 9 ได้นำหลักฐานมาเปิดโปงถึงพฤติกรรมของพนักงานสอบสวนที่สร้างคำให้การเท็จ เพื่อมาเอาผิดและเล่าเรื่องราวดังกล่าวให้ฟังว่า อยากให้ประชาชนระมัดระวังในการไปติดต่อพนักงานสอบสวน กรณีเซ็นเอกสารใดๆ ก็ตามที่สถานีตำรวจ สืบเนื่องจาก มีขบวนการของกลุ่มตำรวจ ที่มีการวางแผนสร้างคำให้การเท็จ โดยเอกสารมี 2 แบบ คือ เอกสารปลอมและเอกสารเท็จ กรณีที่ตนโดนคือการสร้างบทละครขึ้นมา โดยทำเป็นขบวนการในปี 2556 ประมาณ 10 ปี ซึ่งเบื้องต้น ก็ไม่ได้อยากที่จะมาฟ้องร้องคนที่ทำ โดยตนก็ให้อภัยและอโหสิให้กลุ่มดังกล่าว แต่ในช่วงปี 2563 กลับมีการนำข้อความเท็จมาใช้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ก่อนหน้านี้ก็มีการใช้ข้อความเท็จที่ศาลแพ่งกรุงเทพฯ ใต้

โดยมีข้อความในการให้การว่า มีชาวบ้านมาร้องทุกข์ แจ้งความ ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับตน ในข้อหาข่มขู่ชาวบ้านให้ไปกลับคำให้การในคดีหนึ่ง ซึ่งตนไม่ได้ไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ซึ่งคำให้การก็ได้ถูกนำไปใช้ในศาลแพ่ง กรุงเทพฯ ใต้ และใช้ในการยึดเครดิตตน โดยให้ผู้บังคับบัญชาเชื่อข้อมูลดังกล่าว ซึ่งตนมารู้เมื่อปี 2559 หลังจากที่รู้ตนก็ได้ทำหนังสือถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับทราบถึงคำให้การเท็จ โดยให้ดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้อง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้มีการทำหนังสือแถลงไปยังศาลแพ่งกรุงเทพฯ ใต้ ซึ่งเป็นต้นทางที่นำเอกสารไปใช้ว่า เอกสารดังกล่าวถ้าเป็นเอกสารเท็จจะทำความเสียหายให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างร้ายแรง ซึ่งไม่มีใครสร้างข้อความเท็จในการให้การ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้แจ้งกับตนว่าจะมีการดำเนินการเป็นการภายในสำนักงานตำรวจ

โดยตนก็พอใจที่สำนักงานตำรวจฯ จะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง โดยจะมีการตรวจสอบ และลงโทษกับผู้เกี่ยวข้องที่สร้างเอกสารเท็จ จนถึงขณะนี้นับเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งตนก็ไม่ได้คิดจะไปติดตามผลแต่อย่างใด แต่ก็มีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง ได้นำเอกสารเท็จมาใช้ในสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา อีกครั้งหนึ่งในปี 2563 จึงเป็นเหตุให้ตนดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในการใช้เอกสารเท็จดังกล่าว โดยตนก็ได้ฟ้องต่อศาลแขวงพัทยา และศาลจังหวัดพัทยา ซึ่งเบื้องต้นศาลได้รับฟ้องกับนายตำรวจทั้ง 2 นาย ส่วนรายอื่นๆ อยู่ในการไต่สวน ส่วนความคืบหน้าเป็นอย่างไรก็จะนำเรียนกับผู้บังคัญบัญชาได้ทราบ และแจ้งให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทราบ ซึ่งเป็นความเสียหายต่อตนเองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบุคคลอื่นๆ ที่เสียหาย

หลังจากที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีรวมไปถึงภรรยาก็เชื่อว่าตนมีพฤติกรรมไปข่มขู่ เพราะเป็นคำให้การในเอกสารราชการ ซึ่งทำมาจากสถานีตำรวจ โดยมีพนักงานสอบสวน มีลายเซ็นพนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นแบบฟอร์มที่ใช้ในการให้การสอบสวน และความใกล้ชิดก็ยังเข้าใจผิดว่าตนไปข่มขู่ประชาชนจริงๆ ซึ่งทำให้ตนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก โดยคนใกล้ชิดมองตนว่ามีพฤติกรรมตามคำให้การที่ถูกสร้างขึ้นมา รวมไปถึงผู้บัญชาการทุกระดับ ถ้ามาเห็นคำให้การทั้ง 2 ฉบับ ก็คิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่ที่จริงแล้วเป็นคำให้การเท็จ ที่เกิดขึ้นมาร่วม 10 ปี ซึ่งผู้ที่มีชื่อระบุไว้ในคำให้การ มาแจ้งความดำเนินคดี ก็ได้ไปเบิกความต่อศาลว่าไม่เคยมาแจ้งความ ไม่เคยมาให้การต่อหน้าพนักงานสอบสวน และไม่เคยพบกับพนักงานสอบสวนตามคำให้การดังกล่าว และตนก็ได้แจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารเท็จ

นิราช : นันทพล I ชลบุรี