ที่ ห้องประชุมชฎาแกรนด์ฮอล์ โรงเรียนอนุบาลเมืองอุทัยธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำและปัญหาภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ประธานคณะที่ปรึกษา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ เข้าร่วมตรวจเยี่ยมสถานการณ์ในครั้งนี้

และมี นายธีรพัฒน์ คัชมาตร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วย นายอลงกรต วรกี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายเผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์ การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี ตลอดจนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วย คณะนายก อบต./เทศบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั้ง 8 อำเภอในจังหวัด เข้าร่วมการประชุมและให้การต้อนรับ

ซึ่งภายในงานได้มีการรับฟังการรางานสถานการณ์น้ำภายในจังหวัด ก่อนมีการกล่าวถึงนโยบายการดำเนินงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เกี่ยวกับเรื่องอิทธิพลในพื้นที่ ยาเสพติด อาวุธปืน และการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน เพื่อให้จังหวัดอุทัยธานีเป็นจังหวัดนำร่องของการเป็น จังหวัดสีขาว

จากการรายงานสถานการณ์ของ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พบว่า จากสถานการณ์พื้นที่ตอนบนของประเทศประสบปัญหาอุทกภัยและฝนตกหนัก ทำให้เกิดมวลน้ำที่จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่งผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำสะแกกรังมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำของแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสะแกกรังได้

แต่หลังจากที่ทางจังหวัดอุทัยธานี ได้ทำการติดตามสถานการณ์น้ำดังกล่าวแล้วนั้น พบว่า ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ยังน้อยกว่าในปีที่ผ่านมา จึงทำให้การบริหารจัดการน้ำยังอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถควบคุมได้ โดยได้มีการจัดประชุมเตรียมความพร้อมในการป้องกันปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยได้มีการวางแผนการบริหารการจัดการน้ำ ซึ่งมีมาตรการสำคัญ 2 ด้าน คือ 1.การเตรียมความพร้อมในการป้องกันน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการท่วมซ้ำซาก ทั้งการป้องกัน การเผชิญเหตุ และการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย

และ 2. คือการหน่วงน้ำเพื่อเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้ง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปริมาณน้ำต้นทุนที่มีปริมาณต่ำกว่าปกติ และผลกระทบที่จะเกิดจากปรากฎการณ์ เอลนีโญ โดยการสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านจักษาให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีแหล่งเก็บน้ำ เพื่อนำปริมาณน้ำไปเก็บกักสำรองไว้ โดยเริ่มสูบน้ำตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2566 เป็นต้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องดังกล่าว ตามแนวทางของกระทรวงมหาดไทย คือ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข นำไปสู่ความอุดมสมบูรณ์พูนสุขของพี่น้องประชาชน

ซึ่งภายหลังจากการรับฟังการรางานสถานการณ์น้ำภายในจังหวัดแล้วนั้น ทางนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้มีการกล่าวถึงนโยบายการดำเนินงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เกี่ยวกับเรื่องอิทธิพลในพื้นที่ ยาเสพติด อาวุธปืน และการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างตรงจุดและทั่วถึง ในการเน้นย้ำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ปรับตัวในการเข้าถึงประชาชนให้รับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้จังหวัดอุทัยธานีนั้นเป็นจังหวัดนำร่องของการเป็น จังหวัดสีขาว

โดย นายชาดาฯ ได้เปิดเผยว่า วันนี้ได้มารับฟังสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งทางผู้ว่าฯก็ได้มีการรายงานมาแล้วว่า ได้มีการเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างดี จึงได้ถือโอกาสนี้เชิญ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่นทั้งจังหวัดเข้ามาพูดคุยกันว่าต่อไปนี้ จะทำให้อุทัยธานีเป็นพื้นที่สีขาว โดยที่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ในอำเภอร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้กำกับผู้การ ทำการสแกนทุกพื้นที่ในเรื่องของยาเสพติด จะทำให้อุทัยธานีเป็นพื้นที่สีขาวให้ได้ ซึ่งถือว่าต้องเข้ามาช่วยกันทุกฝ่าย โดยเฉพาะในเรื่องของยาเสพติด เพราะถือว่าเป็นปัญหารุนแรงของประเทศ

ส่วนในเรื่องของผู้มีอิทธิพลนั้นจังหวัดอุทัยธานี ไม่มีผู้มีอิทธิพล ทุกคนนั้นได้รับการสแกนอย่างดี ทางจังหวัดก็ได้ลงเข้าไปตรวจสอบหมด ตลอดจนทางนายอำเภอ ทางผู้กำกับ ก็ได้ลงเข้ามาช่วยกัน ตามที่ตนเองได้มาชี้แจงนโยบาย ซึ่งก็จะมีการเดินทางไปทุกจังหวัด ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เราคงไม่ยอมให้เกิดขึ้นแน่นอน แต่วันนี้ พื้นที่ต่างจังหวัดยกเว้นกรุงเทพฯ มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นตัวหลักอยู่แล้ว แต่จะครอบคลุมทุกพื้นที่ก็ต้องมาดูเรื่องยาเสพติด ดูเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ตลอดจนเรื่องการรังแกประชาชนอะไรต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะไม่ยอมให้เกิด

โดยตอนนี้เราก็ได้มีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ซึ่งก็ได้รับการรายงานมา ตามที่แจ้งไปอย่างเช่นที่ จังหวัดขอนแก่น ทางผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ได้ลงไปดำเนินการจับได้คาหนังคาเขา ต่อไปนี้ก็จะมีแบบนี้เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งก็ต้องขอใช้พื้นที่ตรงนี้ฝากประชาสัมพันธ์ถึงพี่น้องประชาชนทุกท่านว่าสามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ ไม่ว่าจะเป็นทางศูนย์ดำรงธรรม หรือตามเบอร์โทรศัพท์ที่ตนเองได้แจ้งเอาไว้

ส่วนเรื่องของปืนนั้นตอนนี้ก็มีการเตรียมที่จะทำเรื่องคืนอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะคืนกระบอกไหนดี แต่ก็คงต้องคืนเพราะเดี๋ยวกฎหมายตรงนี้ก็จะเข้มข้นมากขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน แม้กระทั่งลูกกระสุนปืนนั้น จะให้มีการครอบครองต่อรายบุคคลได้ไม่เกิน 12 นัด และหากจะทำการซื้อ ก็จะต้องมีการทำเรื่องขออนุญาตเหมือนกับการซื้อปืนด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ทงมหาดไทยก็ได้มีการสั่งระงับการซื้ออาวุธปืน ตลอดจนการโอนต่างๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนทั่งไปทั้งหมด นายชาดาฯ กล่าว