พิษณุโลก : บางระกำยังอ่วม น้ำยมสูงกว่าตลิ่ง 2 เมตร หลังพายุคัลแมกีถล่ม


ปัญหาอุทกภัยในภาคเหนือมากที่สุดตอนนี้ เหลือเพียงในลุ่มน้ำยมที่จังหวัดพิษณุโลกเท่านั้น จะมีบางส่วนคาบเกี่ยวไปยังพื้นที่จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดพิจิตรบ้าง แต่ที่ส่งผลกระทบยาวนานถึงเวลานี้ก็คือพื้นที่อำเภอบางระกำ ซึ่งก่อนหน้านี้น้ำได้เริ่มคลี่คลายลงแล้ว แต่กลับมาเจอพายุลูกสุดท้าย คือ พายุคัลแมกี ในช่วง 7–9 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้มีปริมาณน้ำมากขึ้น การระบายน้ำจากแม่น้ำยมลงแม่น้ำน่านจึงช้าลง ทำให้ระดับน้ำขณะนั้นในอำเภอบางระกำสูงกว่าตลิ่งประมาณ 2 เมตร ท่วมทั้งในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตร

ทางจังหวัดพิษณุโลกได้เข้าให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งเร่งรัดเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาแก่บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด ส่วนพื้นที่การเกษตรก่อนน้ำเข้าทุ่งก็ได้เก็บเกี่ยวไปหมดแล้วตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม ตามแนวทางการจัดการของโครงการบางระกำโมเดล จึงไม่มีปัญหา

ส่วนใหญ่ตอนนี้ปัญหาน้ำท่วมจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทาง เพราะพื้นที่อำเภอบางระกำเป็นที่ลุ่มต่ำที่สุดของที่ราบลุ่มแม่น้ำยม ซึ่งสองฝั่งทั้งซ้ายและขวาปัจจุบันยังมีน้ำท่วมรวมทั้งหมดประมาณ 3 – 4 แสนไร่ ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน จากเดิมกว่า 1 ล้านไร่ ตอนนี้ปริมาณน้ำที่กำลังประเมินเพื่อระบายลงแม่น้ำน่านมีประมาณ 400 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนพื้นที่ทุ่งบางระกำโมเดล หรือแม่น้ำยมฝั่งซ้าย วันนี้มีน้ำอยู่ในทุ่ง 200 ล้านลูกบาศก์เมตร กำลังเร่งระบายลงสู่แม่น้ำยมสายหลัก ทั้งไหลมาตามทุ่ง และด้วยการบังคับน้ำที่ประตูระบายน้ำบางแก้ว โดยใช้เครื่องดันน้ำแรงสูง เพื่อให้น้ำลงแม่น้ำยมสายหลักเร็วขึ้น จากนั้นน้ำจะไหลไปตามลำน้ำยม และลงสู่แม่น้ำน่านแบบยกบานลอยที่ประตูระบายน้ำ DR15.8 จำนวน 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และ DR2.8 จำนวน 255 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

วันนี้น้ำลดลงไปอย่างรวดเร็ว เฉลี่ยวันละ 4 เซนติเมตร ถ้าเป็นไปตามแผนจะระบายให้เข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 แน่นอน แต่จะระบายไม่หมด เพราะส่วนหนึ่งจะเก็บเป็นน้ำต้นทุนแก่เกษตรกรไว้ใช้ทำการเกษตรในทุ่งบางระกำโมเดลประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้น ขณะนี้จึงเป็นการเร่งระบายเพื่อลดระดับน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับชุมชนนั่นเอง

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ยังคงมีปริมาณน้ำที่เกินระดับตลิ่งแม่น้ำยมจากฝั่งขวาแล้วไหลลงสู่แม่น้ำยมอีก ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับการระบายตามสถานการณ์ แต่ไม่น่าเกินความคาดหมาย

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าปีนี้ประเทศไทยน้ำเยอะมาก ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อน ตั้งแต่พายุวิภา–คัลแมกี ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน 2568 รวมแล้ว 6 ลูก จังหวัดพิษณุโลกมีปริมาณน้ำฝนเกินค่าเฉลี่ยไป 20 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณน้ำมีมากจนส่งผลกระทบต่อเขื่อนที่กักเก็บ

ทั้งที่มุมดี ๆ คือ ทำให้เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ทุกเขื่อน อ่างเก็บน้ำ แก้มลิงต่าง ๆ ก็เต็มหมด เพื่อเป็นต้นทุนน้ำใช้ทำการเกษตรในฤดูแล้ง ส่วนผลกระทบก็คือ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งต่าง ๆ จังหวัดพิษณุโลก ส่วนลุ่มน้ำวังทอง ชมพู และภาค ปีนี้ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันแต่ไม่รุนแรง

จะมีผลกระทบก็คือแม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย แต่ก็โชคดีที่มีเขื่อนคอยควบคุมเก็บกัก เช่น เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนนเรศวร และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ทำให้พื้นที่เศรษฐกิจในเมืองพิษณุโลกไม่รับผลกระทบ แต่ก็จะมีน้ำท่วมขังในตัวเมืองบ้าง ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว แม่น้ำน่านก็เข้าสู่ภาวะปกติ