ชูยุทธศาสตร์ “วิทย์กีฬา-เศรษฐกิจกีฬา” พร้อมผุด 2 สถาบันชาติดันวงการกีฬาไทยสู่สากล
กรุงเทพฯ – 14 กรกฎาคม 2569 – นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำเสนอวาระสำคัญเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติแนวทางการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการภาครัฐครั้งใหญ่ โดยการแยกภารกิจด้าน “การท่องเที่ยว” และ “กีฬา” ออกจากกันอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด
นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า การแยกกระทรวงในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างทางธุรการ แต่เป็นการ “ปลดล็อก” และติดปีกให้วงการกีฬาไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้โครงสร้างของ “กระทรวงการกีฬา” รูปแบบใหม่ที่จะมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุก ซึ่งแตกต่างและเข้มข้นกว่าการดำเนินงานในอดีต โดยกระทรวงการกีฬาเตรียมผลักดันภารกิจใหม่ให้มีกลไกและหน่วยงานรองรับอย่างเป็นรูปธรรมใน 2 แกนหลักสำคัญ ได้แก่:
1. การยกระดับวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งชาติ: รัฐบาลจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการกีฬา มาใช้วิเคราะห์ ฟื้นฟู และพัฒนาขีดความสามารถของนักกีฬาไทยอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานสากล ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงระดับอาชีพ
2. นโยบายกีฬาเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: พลิกโฉมกีฬาให้เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (Sports Economy) ส่งเสริมการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาระดับโลกเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ควบคู่ไปกับการใช้กีฬาเพื่อพัฒนาสังคม ส่งเสริมการเข้าถึงกีฬาในระดับภูมิภาค และขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการกีฬาตามแนวพระราชดำริ เพื่อสร้างรากฐานด้านกีฬาให้แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับชุมชน
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการประกาศจุดยืนและความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลไทยในเวทีโลก กระทรวงการกีฬาเตรียมผลักดันการจัดตั้งหน่วยงานระดับชาติเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง ได้แก่:
1. หน่วยงานที่ดูแลด้าน “มวยไทย” : เพื่อเป็นเสาหลักในการอนุรักษ์ พัฒนา และผลักดัน “มวยไทย” ซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติและอัตลักษณ์อันทรงพลังของไทย ให้มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ
2. หน่วยงานที่ดูแลด้าน “ต่อต้านการใช้สารต้องห้าม”: เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและยกระดับวงการกีฬาไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (WADA) อย่างเข้มงวด ทำให้การแข่งขันและนักกีฬาไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างไร้ข้อกังขา
สำหรับการจัดการโครงสร้างเดิม ภารกิจด้านการท่องเที่ยวทั้งหมดจะถูกโอนไปสังกัด “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” (ประกอบด้วย กรมการท่องเที่ยว, ททท., อพท., กองทุนต่างๆ และอัตรากำลังในส่วนที่เกี่ยวข้อง)
ในขณะที่ “กระทรวงการกีฬา” จะผนึกกำลังภารกิจใหม่เข้ากับหน่วยงานด้านกีฬาเดิมที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว ได้แก่ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), กรมพลศึกษา, มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และสำนักงานการกีฬาจังหวัดทั่วประเทศ
นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงความพร้อมด้านการบริหารจัดการว่า ในปีงบประมาณ 2570 กระทรวงฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวม 15,061.61 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นส่วนของงบประมาณด้านการท่องเที่ยว 9,164.51 ล้านบาท (ร้อยละ 60.85) และ งบประมาณด้านกีฬา 5,897.09 ล้านบาท (ร้อยละ 39.15) ซึ่งเม็ดเงินเกือบ 6 พันล้านบาทนี้ จะเป็นฐานทุนสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงการกีฬาโฉมใหม่ให้สามารถเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ได้ทันที
“การดำเนินการจัดตั้งกระทรวงใหม่นี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและหารือรายละเอียดเพื่อปรับปรุงกฎหมาย การโอนทรัพย์สิน และการบริหารบุคลากร เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาวงการกีฬาไทยในระยะยาวครับ” นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
