ชี้ระบบ AI พลาดเป้า ทำสมาคมใหญ่สะดุด จี้แยกงบมหกรรมกีฬาควรแยกออกจากงบปกติ
เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ตัวแทนสมาคมกีฬาชั้นนำของประเทศไทย นำโดยผู้บริหารจากฮอกกี้ นายกองเอกชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ นายกสมาคมฯ , สมาคมกีฬาทางน้ำ, สมาคมกีฬากรีฑา, เรือพาย, และฟุตบอล เปิดแถลงสะท้อนวิกฤตความเดือดร้อนจากการจัดสรรงบประมาณของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ พร้อมจี้ให้ทบทวนเกณฑ์การใช้ระบบประเมิน (AI) และแยกงบสนับสนุนมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติออกจากงบประจำปี เพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนยุทธศาสตร์ชาติและการเตรียมนักกีฬาสู่เวทีโลก
ประเด็นข้อเรียกร้องและสาระสำคัญประเด็นแรกคัดค้านการใช้ระบบ AI และเกณฑ์มาตรฐานเดียวกับสมาคมทุกขนาด ตัวแทนสมาคมกีฬาขนาดใหญ่ (อาทิ กรีฑา, ว่ายน้ำ, เรือพาย ฮอกกี้ และฟุตบอล) ระบุตรงกันว่า การใช้ระบบอัตโนมัติหรือเกณฑ์ AI มากำหนดเพดานงบประมาณแบบเหมารวม โดยไม่พิจารณาบริบทความจำเป็นและภาระค่าใช้จ่ายจริง สร้างความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากกีฬาเหล่านี้มีจำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ในแคมป์เก็บตัวจำนวนมากถึงหลักร้อยคน รวมถึงต้องดูแลทีมชาติหลายรุ่นอายุ (เช่น ฟุตบอลที่มีถึง 17 ชุด) ทำให้วงเงินที่ได้รับ (เช่น เพดาน 8–17 ล้านบาท) ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานตลอดทั้งปี
ประเด็นสองจี้แยกงบ “มหกรรมกีฬา” ออกจากงบประมาณปกติที่ประชุมเน้นย้ำว่า งบประมาณตามเกณฑ์มาตรฐานควรครอบคลุมเฉพาะการฝึกซ้อมและแข่งขันในประเทศเท่านั้น ห้ามนำงบสนับสนุนมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ (เช่น ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์, โอลิมปิกเกมส์) มานับรวมกับเพดานงบปกติ เนื่องจากเป็นภารกิจระดับชาติที่มีต้นทุนสูงและอยู่นอกเหนือการควบคุม พร้อมเสนอให้ภาครัฐจัดสรรงบเพิ่มเติมหรือใช้ “งบกลาง” รองรับในช่วงที่มีมหกรรมกีฬา
ประเด็นสามเผยวิกฤตงบกองทุนปี 2570 จ่อเหลือ 1,300 ล้านบาท ที่ประชุมเปิดเผยข้อมูลจากชั้นอนุกรรมาธิการฯ ว่า งบประมาณของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติในปี 2570 อาจลดลงเหลือเพียงราว 1,300 ล้านบาท (จัดสรรให้สมาคมกีฬาเหลือเพียงประมาณ 900 ล้านบาท) เนื่องจากมีการนำงบประมาณอนาคตไปใช้กับกิจกรรมเชิงนโยบายอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดการจำกัดเพดานงบสมาคมกีฬาอย่างรุนแรง
ประเด็นสี่ร้องขอเวทีเปิดหารือรายสมาคม แทนการยื่นผ่านระบบแอปพลิเคชัน โดยผู้แทนสมาคมกีฬาทางน้ำฯ สะท้อนปัญหาการทำงานของ กกท. และกองทุนฯ ในปัจจุบัน ที่ขาดการมีส่วนร่วมและไม่เปิดโอกาสให้สมาคมกีฬาเข้าไปชี้แจงปัญหาข้อเท็จจริง โดยถูกบังคับให้กรอกข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลเพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่สามารถวางแผนการบริหารจัดการระยะยาวได้ พร้อมขอให้ผู้บริหารระดับสูงและคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ เปิดเวทีรับฟังปัญหาอย่างใกล้ชิด
ประเด็นสุดท้ายเรียกร้องความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับที่ 7 เพราะการจัดสรรงบประมาณและการดำเนินงานของกองทุนฯ จะต้องสอดคล้องกับ แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 7 และยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การติดอันดับ 1 ใน 6 ของทวีปเอเชีย และสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ไม่ควรสร้างอุปสรรคหรือตัดทอนโอกาสในการพัฒนากีฬาความเป็นเลิศของชาติ
