กำแพงเพชร : 2 หญิงกำแพงเพชรแฉถูกเพื่อนบ้านหลอกโอนเงิน สูญรวมกว่า 10 ล้าน เชื่อเหยื่ออาจทะลุ 20 ล้าน
เป็นเจ้าหนี้เขาอยู่ดีๆถูกคนบ้านเดียวกันหลอกให้โอนเงิน จนตัวเองกลายเป็นเหยื่อ แต่ละรายโอนไปไม่ต่ำกว่าล้าน รวมแล้วสูญเงินกว่า20ล้านบาท ลูกหนี้อ้างเหตุผลสารพัดให้โอนเงินให้ แต่ไม่ยอมคืนเงิน วอนตำรวจเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดี
สองหญิงชาวจังหวัดกำแพงเพชรเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หลังอ้างว่าถูกเพื่อนบ้านที่รู้จักคุ้นเคยกันหลอกให้โอนเงิน โดยสร้างเรื่องราวและอ้างเหตุจำเป็นต่าง ๆ เพื่อให้หลงเชื่อและช่วยเหลือด้านการเงินอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนสูญเงินรวมกว่า 10 ล้านบาท ผู้เสียหายระบุว่า ยังมีบุคคลอื่นที่อาจตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันอีกหลายราย บางรายเสียหายนับสิบล้านบาท จึงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินการตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลจาก นางทิฆัมพร อายุ 58 ปี ชาวบ้านตำบลอ่างทอง อำเภอเมืองกำแพงเพชร และ นางจิดาภา อายุ 63 ปี ชาวบ้านวังยาง ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเปิดเผยว่า ทั้งสองรายอ้างว่าถูกบุคคลที่รู้จักกันติดหนี้ตน แต่กลับถูกหลอกให้โอนเงินไปให้อีก โดยใช้เรื่องราวเกี่ยวกับการขายที่ดิน การดำเนินการทางกฎหมาย การชำระค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มาเป็นเหตุผลในการขอเงินอย่างต่อเนื่อง จนต้องสูญเงินรายละไม่ต่ำกว่าล้านบาท
จากข้อมูลเบื้องต้น นางทิฆัมพร ผู้เสียหาย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนายสมศักดิ์ อายุ 38 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กอล์ฟ” ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในลักษณะเครือญาติ รวมถึงบุคคลอีกคนหนึ่งชื่อ “นายพิกุล” ซึ่งผู้แจ้งระบุว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดย พ.ต.ต.สุสันต์ เสมาฉิม สว. (สอบสวน) สภ.เมืองกำแพงเพชร ได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย เหตุที่ผู้เสียหายระบุเกิดขึ้นในพื้นที่หมู่ 3 ตำบลอ่างทอง อำเภอเมืองกำแพงเพชร เริ่มเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569
โดยทั้งหมดเริ่มจากเงินที่ติดค้าง ก่อนถูกขอเงินเพิ่มต่อเนื่อง นางทิฆัมพร เล่าให้ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุ นายสมศักดิ์หรือกอล์ฟ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่รู้จักคุ้นเคยกัน ได้ติดค้างเงินตนอยู่ประมาณ 180,000 บาท เมื่อทวงถามเงินคืน นายกอล์ฟแจ้งว่าจะนำเงินจากการขายที่ดินของเพื่อนสนิทมาชำระหนี้ โดยอ้างว่าจะเป็นผู้ประสานงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์และดำเนินการขายที่ดินดังกล่าว แต่นายกอล์ฟอ้างว่ายังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ จึงขอให้ตนช่วยโอนเงินเป็นระยะ ด้วยความหวังว่าจะได้รับเงินที่ติดค้างคืน ประกอบกับความไว้วางใจที่มีต่อกัน ตนจึงยอมโอนเงินให้หลายครั้ง หลังจากนั้น เรื่องราวกลับมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยนายกอล์ฟอ้างว่าที่ดินเกิดปัญหาข้อพิพาท เนื่องจากญาติฝ่ายภรรยาของเจ้าของที่ดินต้องการคัดค้านและเข้ามาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ดิน ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านทนายความและการดำเนินคดีเพิ่มขึ้น โดยมีการขอเงินครั้งละประมาณ 40,000–50,000 บาทตามที่ผู้เสียหายให้ข้อมูล
นางทิฆัมพรระบุว่า ต่อมานายกอล์ฟยังสร้างเรื่องเกี่ยวกับการถูกตำรวจติดตามจับกุมและหลบหนีเข้าไปในป่า พร้อมอ้างว่าถูกยิงและต้องใช้เงินเป็นค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าใช้จ่ายในการหลบหนี แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปหลายครั้ง แต่ตนก็ยังคงเชื่อคำกล่าวอ้างและโอนเงินให้ด้วยความหวังว่าจะได้รับเงินคืนในที่สุด ในเวลาต่อมานายกอล์ฟบอกว่าสามารถขายที่ดินได้แล้ว แต่ผู้ซื้อซึ่งเป็นครูจำเป็นต้องนำเงินไปชำระหนี้เดิมก่อน จึงจะสามารถเบิกเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูออกมาได้ จากนั้นยังอ้างว่าต้องชำระภาษีให้กรมสรรพากรเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับเงินก้อนดังกล่าว เมื่อผู้เสียหายยอมโอนเงินตามที่ร้องขอ กลับมีเหตุขัดข้องใหม่เกิดขึ้นอีก โดยนายกอล์ฟอ้างว่าจำเป็นต้องนำเงินไปให้ลงนามในพื้นที่ป่า เนื่องจากกำลังหลบหนีปัญหาความขัดแย้งกับญาติฝ่ายภรรยาของเจ้าของที่ดิน นอกจากนั้น ยังมีการกล่าวอ้างถึงเงินที่เปื้อนเลือดจากเหตุยิงกัน ซึ่งต้องนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสภาพปกติผ่านหน่วยงานที่ผู้เสียหายจำชื่อไม่ได้ พร้อมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และเมื่อกำลังจะได้รับเงินคืน กลับมีการอ้างว่าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายถูกระงับหรือมีปัญหา ต้องเสียเงินเพื่อแก้ไขอีกครั้ง
เมื่อพบว่าทุกครั้งที่กำลังจะได้รับเงินคืนกลับมีเหตุขัดข้องและค่าใช้จ่ายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นางทิฆัมพรจึงเริ่มสงสัยและตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนพบว่าหลายเรื่องที่ได้รับแจ้งอาจไม่เป็นความจริงตามที่กล่าวอ้าง เงินที่โอนไปส่วนใหญ่เป็นเงินเก็บสะสมของตน รวมถึงเงินที่ได้จากการขายที่ดิน โดยการโอนแต่ละครั้งมักเป็นการโอนไปยังบัญชีบุคคลอื่นที่ผู้ถูกกล่าวอ้างระบุให้ ซึ่งบางบัญชีเป็นบัญชีของพี่ชายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทำให้ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด ซึ่งประเมินว่า ตนสูญเงินรวมแล้วไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท และเชื่อว่าอาจมีผู้เสียหายรายอื่นที่ถูกหลอกในลักษณะเดียวกันอีกหลายราย โดยมูลค่าความเสียหายรวมอาจสูงกว่า 20 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นข้อมูลที่ผู้เสียหายให้ไว้ และจำเป็นต้องตรวจสอบยืนยันจากหลักฐานทางการเงินและคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง
ส่วนข้าราชการเกษียณอีกรายเผย สูญเงินประมาณ 8 ล้านบาท กระทบชีวิตอย่างหนัก โดยนางจิดาภา อายุ 63 ปี ข้าราชการเกษียณ เปิดเผยว่า ตนก็ตกเป็นผู้เสียหายในลักษณะเดียวกัน โดยเริ่มต้นจากการติดหนี้และถูกขอให้โอนเงินตามเรื่องราวและเหตุผลต่าง ๆ ที่ผู้ถูกกล่าวอ้างนำมาแจ้ง จนยอดเงินที่สูญเสียรวมอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินและสภาพจิตใจอย่างรุนแรง นางจิดาภาระบุว่า ความสูญเสียครั้งนี้ทำให้รู้สึกสิ้นหวังและเผชิญความเครียดอย่างหนัก ขณะเดียวกันยังทราบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นซึ่งอาจสูญเงินสูงถึงหลักสิบล้านบาท แต่บางรายไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราว เนื่องจากเกรงกลัวการข่มขู่ตามที่ได้รับข้อมูลมา ผู้เสียหายทั้งสองรายจึงต้องการให้กรณีนี้ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏ ช่วยป้องกันไม่ให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพิ่มเติม และเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายรายอื่นกล้าเข้าแจ้งความพร้อมนำหลักฐานมามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรว่ ได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เตือนประชาชนอย่าโอนเงินตามคำกล่าวอ้าง
ผู้เสียหายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบบัญชีธนาคารที่รับโอนเงิน เส้นทางการเงิน ตลอดจนบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายหากพบพยานหลักฐานเพียงพอ พร้อมขอให้ผู้ที่อาจได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกันรวบรวมหลักฐานการโอนเงิน ข้อความสนทนา บันทึกการโทร และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งกรณีนี้ยังเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับประชาชนว่า แม้ผู้ขอความช่วยเหลือจะเป็นเพื่อนบ้าน คนรู้จัก หรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ก็ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบคอบก่อนโอนเงิน โดยเฉพาะเมื่อมีการขอเงินซ้ำหลายครั้ง อ้างเหตุฉุกเฉินหรือปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา รวมถึงให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่น
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม ผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และควรให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยยึดพยานหลักฐานเป็นสำคัญ โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร ทราบว่าเจ้าบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างจากผู้เสียหายมีตัวตนและมีประวัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวพอสมควรจึงเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวมาให้ปากคำต่อไป

