พิษณุโลก : ตำรวจภูธรภาค 6 ทลายแก๊ง “ทีเอฟผลไม้ไทย” หลอกลงทุนผ่าน TikTok เสียหาย 25 ล้าน เชื่อมโยง 270 คดี


ตำรวจภูธรภาค 6 ทลายเครือข่ายหลอกลงทุน “ทีเอฟผลไม้ไทย” กวาดล้างแก๊งคนร้ายหลอกลงทุนสินค้าผ่านแอพ “TikTok” ใช้สินค้าแปรรูปผลไม้ไทยส่งออกมาล่อหลอก เชื่อมโยงกว่า 270 คดี มูลค่าความเสียหายประมาณ 25 ล้านบาท พร้อมยึดรถหรูและของแบรนด์เนมอีกเพียบ

ที่ กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 6 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก พล.ต.ท.วรวัฒน์ มะลิ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้แถลงข่าวการกวาดล้างแก๊งคนร้ายหลอกลงทุนสินค้าผ่านสื่อ โซเชียลมีเดีย ซึ่งหลังจากได้รับแจ้งจากประชาชนที่ถูกหลอกให้ลงทุนเพื่อขายผลไม้แปรรูปอบกรอบ ออนไลน์ ที่ใช้ชื่อว่า “ทีเอฟผลไม้ไทย” ผู้เสียหายที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบตำรวจภูธรภาค 6 คือ ภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 5 ราย จึงประสาน และบูรณาการการทำงานร่วมกันกับกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 6 ตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์ เพื่อสืบหาตัวผู้หลอกลวง แล้วรวบรวมพยานหลักฐาน และขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มผู้กระทำความผิด ได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะ TikTok โฆษณาชักชวนประชาชนให้ทำงานเพียงแค่ให้ช่วยกันโปรโมตสินค้าผลไม้แม้แปรรูปอบกรอบบรรจุถุง แล้วจะได้เงินตอบแทนอย่างงดงาม แล้วให้แอดไลน์ ดึงเข้ากลุ่มไลน์ และหลอกให้โอนเงินเพื่อซื้อตำแหน่งตามผลงานที่โปรโมทแล้วมีรายได้ และให้โอนเงินร่วมลงทุนซื้อหุ้น ช่วงแรกมีการจ่ายผลตอบแทนจริงๆ จำนวนมาก พอลงทุนเยอะขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ก็จะปิดระบบหนี แล้วตัดการติดต่อ ทำให้ผู้เสียหายรู้ตัวทันทีว่าถูกหลอก

จากผลการตรวจสอบข้อมูลที่มีผู้เสียหายมาแจ้งความไว้ พบคดีที่มีพฤติการณ์เชื่อมโยงกัน จำนวน 270 คดี มีมูลค่าความเสียหายรวมกันประมาณ 25 ล้านบาท ในที่สุดตำรวจก็สืบจนทราบถึงแหล่งกบดานของแก๊งนี้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติพิเศษ ได้บุกเข้าไปตรวจค้นตามเป้าหมายพร้อม ๆ กัน 5 จุด ใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 3 จุด จังหวัดเชียงราย 1 จุด และจังหวัดตาก 1 จุด และสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 4 ราย เป็นชายจำนวน 3 ราย และหญิงจำนวน 1 ราย พร้อมหลักฐานจำนวนหนึ่ง โดย 1 ในผู้ต้องหาเป็นกรรมการบริษัท ตัวตั้งตัวตี ทั้งนี้ยังมีรายงานว่ามีผู้ต้องหาหลบหนีได้ 2 ราย ขณะนี้อยู่ในระหว่างการติดตามตัว ทั้งหมดถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอบพิวเตอร์ฯ” 4 ข้อหา เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนทรัพย์สิน และของกลางที่ตรวจยึด ที่มีทั้งรถยนต์หรู 4 คัน โฉนดที่ดิน 5 ฉบับ สินค้าแบรนต์เนม 15 รายการ โทรศัพท์มือถือ 7 เครื่อง และสมุดบัญชีธนาคาร 11 เล่ม ทั้งหมดน่าจะเป็นการนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงมาซื้อ จึงได้ประสานขออายัดบัญชี และสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) มูลค่ารวมกว่า 6.6 ล้านบาท

หลังการแถลงข่าว มีหญิงสาวซึ่งเป็นผู้เสียหายรายนึง ที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกให้ร่วมลงทุน จนต้องสูญเงินนับล้านบาท ได้นำแจกันดอกไม้มาแสดงความขอบคุณตำรวจภูธรภาค 6 ได้เร่งช่วยเหลือจนติดตามจับกุมผู้ต้องหาจากคดีดังกล่าวจนกระทั่งยึดทรัพย์คืนกลับมาได้เกือบทั้งหมด

DCIM100GOPROGOPR4719.JPG