จากกรณีที่นางอำไพ จิตรรักมั่น อายุ 79 ปี นายนพ จิตรรักมั่น อายุ 79 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท.วรทัศน์ วัฒนชัยนันท์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.บางใหญ่ เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายอานนท์ณัฎฐ์ เล็กเนียม อายุ 69 ปี ไวยาวัจกร วัดศรีราษฎร์

หลังมาบอกให้ตนทั้งสองคนบริจาคเงิน เพื่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ของวัดแห่งนี้ ตนทั้งสองคนจึงได้บริจาคเงิน จำนวน 1 ล้านบาท ให้กับนายอานนท์ณัฎฐ์ เพื่อนำไปสร้างอุโบสถ แต่ต่อมาปรากฏว่าไม่มีการสร้างอุโบสถตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อไปทวงเงิน ก็ได้รับคำตอบว่าจะเก็บเงินนี้ไว้ก่อน เนื่องจากยังก่อสร้างอุโบสถไม่ได้ เพราะติดปัญหาคือชาวบ้านยังไม่ยอมให้สร้าง โดยหาว่าที่ดังกล่าวเป็นที่จอดรถ จึงไม่อนุญาตให้สร้าง อีกทั้งยังมาเจอปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถก่อสร้างอุโบสถตามที่ตั้งใจไว้

ทั้งสองจึงเอ่ยปากขอเงินคืน แต่นายอานนท์ณัฎฐ์ บอกว่าทางวัดได้ออกใบอนุโมทนาบัตรให้ไปแล้ว เงินที่บริจาคมาก็ยังอยู่ในบัญชี ไม่ได้นำไปใช้แต่อย่างใด สองตายายจึงต้องพึ่งตำรวจให้ช่วยดำเนินการ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 พ.ค.64 เวลา 17.00 น. ที่ สภ.บางใหญ่ นายอานนท์ณัฎฐ์ เล็กนิยม ไวยาวัจกร พร้อมด้วย นายประหยัด แก้วด้วง ผู้ใหญ่บ้าน ได้นำเงินสด 1 ล้านบาท ที่เบิกมาจากธนาคาร คืนให้กับคุณตานพ และคุณยายอำไพ ต่อหน้าพนักงานสอบสวน สภ.บางใหญ่ โดยนายอานนท์ณัฎฐ์ ยืนยันจะเดินหน้าสร้างอุโบสถต่อไปหากไม่มีอุปสรรคใด ๆ

ขณะที่นายนพ นางอำไพ สองสามีภรรยา ต่างก็ดีใจที่ได้เงินคืน และจะตระเวนนำเงินไปทอดกฐินตามวัดต่าง ๆ ที่ จ.สุพรรณบุรี หลังสถานการณ์โควิด-19 เบาบางลง รวมทั้งจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งบูรณะอุโบสถหลังเก่าของวัดศรีราษฎร์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างอุโบสถหลังใหม่ได้ เพราะติดปัญหาหลายอย่างที่ชาวบ้านไม่ต้องการให้สร้าง เพราะเป็นพื้นที่ลานอเนกประสงค์ใช้จอดรถ ทำกิจกรรมต่างๆของชุมชน

ล่าสุดวันนี้เวลา13.00 น.วันที่ 15 พ.ย. 64 ที่วัดศรีราษฎร์ หมู่ 8 ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นายเกียรติคุณ ต้นยาง หรือทนายโป้งประธานชมรมทนายความจิตอาสาลงพื้นที่พบกับนายนพ และ นางอำไพ จิตรรักมั่น สองสามีภรรยาชาวสวน ผู้ใจบุญที่บริจาคเงิน 1 ล้านบาทก่อนหน้านี้ให้กับวัดศรีราษฎร์ เพื่อสร้างอุโบสถตามที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายไม่สามารถสร้างได้จึงได้เอ่ยปากขอเงินคืน จำนวน 1 ล้าน จากนายอานนท์ณัฎฐ์ ไวยาวัจกร ของวัดกับพวก และมีการส่งมอบเงินคืนให้กันเป็นที่เรียบร้อยที่ สภ.บางใหญ่ ต่อหน้าพนักงานสอบสวนในวันนั้น โดยสองสามี ภรรยาชาวสวน ได้รับ คำยืนยันด้วยวาจาจากคู่กรณีว่าจะไม่ติดใจเอาความในเรื่องที่เกิดขึ้น

คุณตานพเปิดเผยด้วยเสียงเศร้าสร้อยว่า แต่แล้วจู่ๆเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 64 ตนและภรรยา กลับได้รับหมายศาลจังหวัดนนทบุรี คดีหมายเลขดำที่ พ.24 34/2564 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 64 โดยตนทั้งสองถูกนายอานนท์ณัฎฐ์ พร้อมกับพวกอีก 3 คน ยื่นฟ้อง ศาลในฐานความผิด “ละเมิด หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ให้ชดใช้ค่าเสื่อมเสียชื่อเสียง” เป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท โดยศาลนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์วันที่ 24 มกราคม 65 ตนและภรรยารู้สึกเสียใจและตกใจเป็นอย่างมาก เราทั้งสองมีจิตใจตั้งมั่นที่จะทำบุญ ตั้งแต่แรกเมื่ออุโบสถหลังใหม่ไม่สามารถสร้างได้เราสองคนได้เงินคืนมา 1 ล้านบาท ก็ได้นำเงินจำนวน 500,000 บาท มาบูรณะอุโบสถหลังเก่าของวัดศรีราษฎร์จนเสร็จสิ้นเรียบร้อย

ส่วนอีก 400,000 บาท ก็นำไปทำบุญที่วัดลาดปลาเค้าจังหวัดสุพรรณบุรี ตนและภรรยาตั้งใจทำบุญเพื่อสร้างกุศลจริงๆในบั้นปลายชีวิต แต่กลับต้องมาเจอคู่ย้อนเกล็เกรณีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย รู้สึกเสียใจในเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เราเป็นชาวสวนทำสวนกันมาชั่วชีวิต กลับต้องมาเจอ เหตุการณ์แบบนี้ ก็รู้สึกเสียใจและยืนยัน ในความตั้งใจ บริสุทธิ์ใจ ที่จะทำบุญไม่เคยคิดจะไปสร้างศัตรูให้ร้ายใคร หรือต่อสู้ใดๆ กับใครได้ แต่สุดท้าย กลับถูกคู่กรณีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในเรื่องนี้ซึ่งตนมองว่า ไม่เป็นธรรมกับครอบครัวตนเลย

ขณะที่นายบุญปลอด ยมยะมาลี อายุ 64 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน ม.8 ได้นำหลักฐานเป็นคลิปที่นายอานนท์ณัฎฐ์  กำลังพูดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 64 หลังจากมีการยับยั้งการสร้างอุโบสถ นายอานนท์ได้ประกาศในที่ประชุมว่าไม่สามารถทำการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ได้จึงดำเนินการขอยุติการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่และจะนำเงินคืนกับเจ้าของเงินที่ทำบุญทั้งหมดทุกคน ผ่านระยะเวลามานานพอสมควร คุณตามานพ จิตรรักมั่นกับคุณยายอำไพ จิตรรักมั่น ได้ไปทวงถามได้รับคำปฏิเสธจนกระทั่ง ผ่านไปหลายครั้งจนครั้งที่ 3 ตายายได้ไปทวงถามอีกนายอานนท์จึงได้ตอบว่าถ้าอยากได้เงินให้ไปแจ้งความ จากการสอบถามยังมีคนอื่นๆอีกนอกจากตากับยายที่บริจาคยอดเงินหลายล้านบาทในบัญชี และผู้บริจาคทุกคนต้องการเงินคืนเพราะไม่มีการสร้างอุโบสถตามที่พูดไว้

ทางด้านทนายโป้ง กล่าวว่า เบื้องต้นได้สอบถามข้อเท็จจริง กับคุณตาคุณยายและชาวบ้านที่อยู่บริเวณวัดที่รู้เหตุการณ์ความเป็นมาเป็นไป เรื่องนี้ตนจะรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารพยานบุคคลที่มีอยู่ทั้งหมดเรียบเรียงเป็นคำให้การเพื่อเป็นการต่อสู้คดีให้กับคุณตาคุณยาย เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับทั้งสองคนว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ทางโจทก์กล่าวหาฟ้องร้องคดีมา เบื้องต้นมีความมั่นใจว่าข้อมูลข้อเท็จจริงข้อกฎหมายพยานหลักฐานและพยานบุคคลวัตถุพยานต่างๆที่มีอยู่เพียงพอที่จะต่อสู้คดีเพื่อจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับคุณตาคุณยายว่าไม่ได้กระทำผิดเหมือนที่ถูกฟ้องร้องกล่าวหามามา

ฉัตรมงคล I นนทบุรี