เรือนจำกลางอุดรธานี โดยความเมตตาของ พระครูพิพัฒน์วิทยาคม (หลวงพ่อเจริญ) วัดโนนสว่าง อำเภอหนองวัวซอ ร่วมลงบันทึกความร่วมมือจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กลองกิ่งและกลองยาว สร้างโอกาสในการฝึกวิชาชีพให้ผู้ต้องขัง โดยความเชี่ยวชาญของบุคลากรจากวัด และส่งเสริมเรือนจำกลางอุดรเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตกลองกิ่ง กลองยาว พร้อมจัดโรงทานเลี้ยงก๋วยเตี๋ย่วผู้ต้องขัง

ณ อาคารโดม ทูบีนัมเบอร์วัน ฝ่ายการศึกษาและพัฒนาจิตใจ เรือนจำกลางอุดรธานี พระครูพิพัฒน์วิทยาคม (หลวงพ่อเจริญ)เจ้าอาวาสวัดโนนสว่าง ต.หมากหญ้า อ.หนองวัวซอ อุดรธานี เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กลองกิ่งและกลองยาว โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้มีจิตศรัทธา ร่วมทั้ง ธชย ประทุมวรรณ หรือ เก่ง ธชย นักร้อง เดอะวอยซ์ไทยแลนด์ ร่วมพิธี โดยมีการแสดงเส็งกลองยาวจากวัดโนนสว่าง และชมรม ทูบีนัมเบอร์วันเรือนจำกลางอุดรธานี ให้รับชมด้วย

พันเอกปริวรรตน์ วิมลปรีชา ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษมีนบุรี รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการเรือนจำกลางอุดรธานี กล่าวว่า พิธีลงนามครั้งนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากดำริของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เห็นความสำคัญของศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าวิถีชีวิตที่ชุมชนและท้องถิ่นต่างๆ ได้พัฒนาและสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต โดยแสดงออกในรูปแบบและวิธีการที่หลากหลายทั้งในรูปแบบของวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปัญญา ศิลปะ การแสดง เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึก และกระตุ้นให้รักถิ่นฐานบ้านเกิด ประกอบกับนโยบายการบริหารงานราชทัณฑ์ของ นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ด้วยแนวคิด “รวมพลังขับเคลื่อน ๘ มิติ ยกระดับสร้างความเปลี่ยนแปลง” ที่จะขับเคลื่อนด้านการพัฒนาพฤตินิสัยแก้ไขผู้ต้องขัง ให้ตรงกับปัญหาของการกระทำความผิด พัฒนาต่อยอดการศึกษา การฝึกวิชาชีพ ที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และยกระดับการสร้างการยอมรับ และสร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่อผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ

วัตถุประสงค์ของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อส่งเสริม สืบสาน อนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกลองกิ่ง และกลองยาว และสร้างโอกาสในการฝึกวิชาชีพให้ผู้ต้องขัง โดยใช้ความเชี่ยวชาญของบุคลากรจากวัดโนนสว่าง เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไข บำบัด พื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังโดยใช้รูปแบบ “บวร” เพื่อส่งเสริมให้เรือนจำกลางอุดรธานี เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตกลองยาวพื้นบ้าน และการสืบสานศิลปะวัฒนธรรมการตีกลองยาว กลองกิ่ง เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านร่างกายและจิตใจให้กับผู้ต้องขัง เพื่อเตรียมความพร้อมกลับสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ มีความรู้ประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ภายหลังพ้นโทษ โดยไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก

ผู้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม ประกอบด้วย พระมหาอภิวัฒน์ อินทปญโญ เจ้าคณะตำบลหมากหญ้า(ธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโนนสว่าง ผู้แทน นายธีทัต พิมพา วัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี นางสุดารัตน์ วงษ์ศรีวอ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง 2  เรือนจำกลางอุดรธานี แขกผู้มีเกียรติภาครัฐ และเอกชน รวมถึงสื่อมวลชน ที่เห็นถึงความสำคัญ และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง เพื่อส่งคืนคนดีสู่สังคม

การจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกลองกิ่ง และกลองยาว เป็นการนำรูปแบบ “บวร” (หมายถึงภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา ภาครัฐ ร่วมมือกัน) มาใช้ในกระบวนสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขภายหลังพันโทษ รวมทั้งระหว่างต้องโทษได้ใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ สอดคล้องกับภารด้านการพัฒนาผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจึงนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้ฝึกทักษะด้านอาชีพ ทั้งช่างผลิตกลองยาวพื้นบ้านบ้าน และศิลปะการตีกลองยาว สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น สามารถนำกลับไปใช้ในการประกอบอาชีพหลังพ้นโทษได้ และด้วยความเมตตาของพระครูพิพัฒน์วิทยาคม เจ้าอาวาสวัดโนนสว่าง จะส่งเสริมให้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อตกลงฯ และให้เกิดผลดีในงานราชการต่อไป

พันเอกปริวรรตน์ วิมลปรีชาพงศ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษมีนบุรี รักษาราชการแทนผู้บัญชาการเรือนจำกลางอุดรธานี กล่าวอีกว่า เรามีความตั้งใจ ที่พัฒนาผู้ต้องขังในมิติด้านร่างกาย การสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ทักษะการคิด ทักษะการเรียนรู้ และทักษะการทำงาน โดยใช้ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นรากฐานการพัฒนา และเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ สร้างอาชีพให้ผู้ต้องขังหลังพ้นโทษ และป้องกันภัยในชุมชน สร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยแรงภาคีเครือข่าย