“โค้ชมาร์เกซ” ชูหัวใจมวยไทย หวังสร้างประวัติศาสตร์เก็บตั๋วพาราลิมปิก 2028

ความเคลื่อนไหวทัพนักเตะคนตาบอดทีมชาติไทย ในการแข่งขันฟุตบอลคนตาบอดชิงแชมป์เอเชีย 2026 IBSA Blind Football Men’s Asian Championships ณ สนามหน้า แกรนด์ ฟรอนท์ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

ล่าสุดทัพตาบอดไทยลงฝึกซ้อมที่สนามแข่งขันจริงเป็นครั้งที่สอง เพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพสนามและอากาศ โดยใช้เวลาฝึกซ้อมเข้มข้นประมาณ 45 นาที

อัลเบอร์โต้ มาร์เกซ เฮดโค้ชชาวอาร์เจนตินา เปิดเผยถึงความพร้อมก่อนเกมนัดสำคัญที่จะพบกับทีมชาติจีนในวันพรุ่งนี้ว่า ปัญหาหลักที่ทีมไทยเคยเผชิญคือความไม่แน่นอนของฟอร์มการเล่น ทำให้ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ทีมงานได้พานักกีฬาเดินทางไปเก็บตัวฝึกซ้อม ณ ประเทศอาร์เจนตินาถึงสองรอบ เพื่อหล่อหลอมสภาพจิตใจ และสร้างมาตรฐานการเล่นที่สม่ำเสมอ โดยมองว่าปีนี้คือปีที่สำคัญอย่างยิ่งในการมุ่งสู่เอเชียนพาราเกมส์ที่นาโกย่า รวมถึงเป้าหมายสูงสุดคือพาราลิมปิก 2028 ที่ลอสแอนเจลิส และฟุตบอลคนตาบอดชิงแชมป์โลก ณ เซาเปาโล ประเทศบราซิล ในเดือนตุลาคม 2027

กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจคือการแจ้งเกิดของนักเตะสายเลือดใหม่ที่มีทักษะและแท็กติกยอดเยี่ยมขึ้น จากเดิมที่มีผู้เล่นระดับท็อปเพียงไม่กี่คนทำให้เกิดอาการล้าได้ง่าย แต่ปัจจุบันไทยมีนักเตะคุณภาพสูงพร้อมใช้งานถึง 9 คน ช่วยให้ทีมบริหารจัดการพละกำลังและปรับเปลี่ยนแผนการเล่นได้หลากหลายตามสถานการณ์จริง พร้อมประจันหน้ากับทีมมหาอำนาจของโลกได้ทุกเมื่อ

สำหรับการพบกับทีมชาติจีนในวันพรุ่งนี้ โค้ชมาร์เกซมองว่าเป็นแมตช์ล้างตาครั้งสำคัญจากนัดชิงชนะเลิศปี 2022 ที่อินเดีย ซึ่งไทยพ่ายจุดโทษไปอย่างน่าเสียดาย โดยครั้งนี้เขามั่นใจในทีมโฉมใหม่ที่ดุดันและกล้าเล่นมากขึ้น แม้จีนจะมีดีกรีเป็นรองแชมป์โลก แต่ด้วย จิตวิญญาณนักมวยไทย ที่สู้จนวินาทีสุดท้ายจะเป็นกุญแจสำคัญในการคว้าชัย เพื่อสร้างโอกาสเข้ารอบเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มและ
หลีกเลี่ยงการพบกับญี่ปุ่นในรอบรองชนะเลิศ

“ผมซาบซึ้งใจมากที่ได้รับโอกาสคุมทีมชาติไทย ขอบคุณแรงสนับสนุนจากแฟนกีฬาชาวไทยทุกคนที่ติดตามเชียร์เสมอมา นักเตะทุกคนจะลงสนามด้วยความมุ่งมั่นเพื่อพิสูจน์พัฒนาการของฟุตบอลคนตาบอดไทยในเวทีโลก และหวังว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ทุกคนรอคอย” โค้ชมาร์เกซ กล่าวทิ้งท้าย

ทีมชาติไทยจะประเดิมสนามนัดแรก กลุ่มบี พบกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันพรุ่งนี้ (20 เม.ย. 2026) เวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศญี่ปุ่นหรือ 14.00 น. ตามเวลาประเทศไทย